Home » » การศึกษาธรรมะเป็นมาอย่างไม่มีระบบ

การศึกษาธรรมะเป็นมาอย่างไม่มีระบบ

ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งที่มีอยู่จริง ก็คือว่า แต่ก่อนมาเราศึกษาธรรมะกันอย่างไม่มีระบบ, อย่างไม่มีระบบ อันนี้บางคนจะฟังไม่ เข้าใจ, ว่าไม่มีระบบนั้นคืออย่างไร. คำว่าระบบ มีความหมายเฉพาะ ของมันเอง คือว่ามันเนื่องกัน ครบถ้วนเป็นส่วน ๆ ไปตามหน้าที่ของมัน จนสำเร็จประโยชน์อย่างนี้ก็เรียกว่าระบบ. เราไม่ศึกษาธรรมะอย่างมีระบบ เป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว; แม้การสอนก็ไม่เป็นระบบ อาจารย์ผู้สอนพูดไปตาม ความคิดนึกชั่วขณะ, พูดอะไรได้หลักแหลมอยู่เหมือนกัน ตามความคิดนึกชั่วขณะ, ไม่รู้ว่าเป็นต้นหรือเป็นปลาย หรือเป็นตรงไหน พูดไปตามสบายใจ. คนฟัง-ก็เลยจับจุดที่เป็นระบบไม่ได้ ได้แต่ฟัง เรื่องเบ็ดเตล็ดข้อหนึ่ง ๆ จำไว้แล้วก็ลืม, นี่เรียกว่าความที่มันไม่เป็นระบบที่ยึดโยงกันอย่างสมบูรณ์. ขออธิบายด้วยอุปมาจะดีกว่า จะฟังง่ายกว่า และจะประหยัดเวลาด้วย. ที่ว่าเป็นระบบ ก็จะขอยกตัวอย่างต้นไม้นั่นเอง เพราะวันนี้เราจะพูดถึงลักษณะของต้นไม้แห่งชีวิต. ท่านจงดูต้นไม้สักต้นหนึ่ง ว่ามันมีระบบอย่างไร? ต้นไม้ต้นหนึ่งมันก็ต้องมีรากฐาน ส่วนราก ส่วนที่จมลงไปในดิน แล้วก็ต้องมีดินด้วย มีแผ่นดินด้วย, ถัดขึ้นมามันก็มีลำต้น, ถัดจากลำต้นขึ้นมา มันก็มีกิ่ง, แล้วก็มีกิ่งน้อย ๆ กระทั่งเป็นก้าน แล้วมันก็มีใบ มันก็มีดอก มันก็มีลูก, โดยรูปโครงมันก็เป็นระบบอย่างนี้. โดยกิจกรรมที่เป็นหน้าที่การงานของมันก็เป็นระบบ, คือมันจะต้องทำงานสัมพันธ์กันหมด : รากมันต้องหยั่งลงไปในดิน เพื่อจะ ดูดเอาน้ำและแร่ธาตุในดิน, ได้แล้วมันก็ส่งขึ้นมาทางไส้ช่องกลวงของลำต้น, ส่งไปที่ใบเพื่อถูกกับแสงแดด, แล้วก็ปรุงธาตุต่าง ๆ ที่ขึ้นไปสู่ใบนั้น ให้กลายเป็นธาตุชนิดที่จะบำรุงเลี้ยงต้นไม้ได้, เสร็จแล้วมันก็ส่งกลับลงมาตามเปลือก, แล้วก็สร้างเปลือก แล้วก็สร้างกระพี้ สร้างเนื้อแก่น, วนเวียนอยู่อย่างเป็นระบบ. มันจึงต้องการน้ำอย่างถูกต้อง, ต้องการแสงแดดหรือแสงสว่างอย่างถูกต้อง, ต้องการธาตุในดิน ที่จะไปปรุงแต่งเป็นเปลือก เป็นใบ เป็นดอก เป็นลูก เป็นอะไรต่าง ๆ อย่างครบถ้วนและถูกต้อง, มันถูกต้องกันไปทั้งหมดอย่างนี้, เรียกว่ามันมีระบบ ในต้นไม้นั้นโดยสมบูรณ์ ไม่มีส่วนไหนที่ผิดพลาด. เดี๋ยวนี้เราเรียนธรรมะกันอย่างไม่มีระบบ คือไม่รู้ว่า มันมีราก มีต้น มีกิ่ง มีก้าน มีใบ มีดอก กันอย่างไร, หลับตามองไม่เห็น. นี่คือความไม่มีระบบ ของการศึกษาธรรมะของพวกเรา เพราะว่า การสอนก็ดี การเรียนก็ดี มันไม่สมบูรณ์, แล้วส่วนมากอาจารย์ผู้สอนก็ไม่มีระบบ ไม่รู้ระบบ นึกอะไรได้ก็พูดไปตามนั้น. พูดให้แปลก ๆ แล้วก็ยิ่งดี, พูดให้ลึก ๆ เข้าใจไม่ได้ เข้าใจได้ยากแล้วก็ยิ่งดี, นิยมกันว่าธรรมะสูง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งที่แท้ก็เป็นธรรมะที่ไม่มีระบบ, และเป็นธรรมะปลีกย่อย ตามความคิดนึกรู้สึกชั่วขณะของอาจารย์ผู้สอน. ด้วยเหตุอย่างนี้แหละ การเรียนธรรมะของเรามันจึงไม่มีระบบ เท่าไร ๆ นานเท่าไร ๆ มันก็ไม่ประจักษ์ ไม่ชัดเจน ไม่แจ่มแจ้ง ยังคงมีความสลัว สลัว หรือว่าเวียนหัว มีผลจนทำให้เวียนหัวเพราะความไม่มีระบบ.

0 comments:

Post a Comment