พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้
ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้
ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า
กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ
คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป
ต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป
มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้
เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป
ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น การที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม
นี่หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด
ถ้าหากพระองค์ใดแนะนำว่า
ทำบาปแล้วตัดกรรมได้ อย่าไปเชื่อ
ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเรา
ในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด
ถ้าเด็กๆ ของเราไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรม
แล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ
หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป
เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า
ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป
มันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัดเวรนี่มีทาง
เพราะ เวร หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต
คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา
อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรม
กลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร
เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา
ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข
เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข
เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา
เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป
หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกัน
เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว
เราขอโทษซึ่งกันและกัน
ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน
เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป
แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก
บาปที่ทำแล้วมันแก้ไม่ได้
แต่นิสัยชั่วที่เราประพฤติอยู่นั้น มันแก้ไขได้
ท่านให้แก้กันที่ตรงนี้
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 ก.ย. ที่ส่วนจัดแสดงหมีแพนด้า
ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ ดร.สิงห์ทอง บัวชุม
คณะกรรมการด้านนโยบายและกำกับดูแลเพื่ออภิบาลหมีแพนด้า
เป็นประธานเปิดกิจกรรมอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้หมีแพนด้า หลินปิง
ในโอกาสที่มี อายุครบ 4 ปี 4 เดือน
เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะส่งตัวกลับไปจับคู่ผสมพันธุ์ที่ประเทศจีน โดยมี
นายธนภัทร พงษ์ภมร ผอ.สวนสัตว์เชียงใหม่
พร้อมแฟนคลับเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
ซึ่งทางพี่เลี้ยงได้ปล่อยหมีแพนด้าหลินปิงให้ออกมากินเค้ก
ซึ่งทำจากน้ำแข็งสลักเป็นรูปตัว “K” มีไผ่ และแอปเปิ้ล
ซึ่งเป็นของโปรดของหลินปิงวางไว้
โดยมีแฟนคลับของหลินปิงเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จากนั้นในช่วงบ่าย
พล.อ.อ.พงศธร บัวทรัพย์ กรรมการด้านนโยบายและกำกับดูแลฯ หมีแพนด้า
ได้เป็นประธานพิธีสู่ข้าเอาขวัญ หมีแพนด้าหลินปิง เพื่อความเป็นสิริมงคล
และช่วยให้เกิดความโชคดีในการเดินทาง รวมถึงการเลือกคู่ที่ประเทศจีน โดย
อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองล้านนา
จากสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เป็นผู้นำในการทำพิธีดังกล่าว
โดย สพ.ญ.กรรณิการ์ จันทรังษี หัวหน้างานอนุรักษ์ ฝ่ายอนุรักษ์
วิจัยและสุขภาพสัตว์ สวนสัตว์เชียงใหม่ แพทย์ประจำตัวแพนด้า เปิดเผยว่า
จัดกิิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อ ฉลองวันเกิดให้แพนด้าหลินปิงเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนจะมีการเดินทางไปเลือกคู่ และอยู่ที่ประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี
ดังนั้นทางพี่เลี้ยงจึงได้ให้หลินปินได้กินอาหารมากขึ้น
เพื่อเป็นการอวยพรส่งท้าย ทั้งเรื่องของไผ่ตง
ที่หลินปิงชอบก็มีจำนวนมากขึ้น และแอปเปิ้ล ปกติจะให้เพียงวันละ 2 ลูก
แต่วันนี้เพิ่มเป็น 4 ลูก ส่วนในเรื่องของการเดินทางของหลินปิงนั้น
จากกำหนดการณ์เดิมจะไปยังศูนย์ทั่วฮั่วหลง แต่ขณะนี้ทางจีนได้แจ้งกลับมาว่า
ขอให้นำหลินปิงไปอยู่ที่ศูนย์แห่งใหม่ที่ตูเจียงเอี้ยน
ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางที่สั้น และสะดวกปลอดภัยในเรื่องของการเดินทางมากกกว่า
อีกทั้งศูนย์แห่งนี้ก็มีหมีแพนด้าอยู่แล้วถึง 10 ตัว
หลินปิงจะไปเป็นตัวที่ 11 ของศูนย์
ซึ่งในช่วงของการเดินทางจะมีทางสัตวแพทย์และพี่เลี้ยง รวมทั้งหมด 5 คน
เดินทางไปด้วย เนื่องจากทางผู้เชี่ยวชาญของจีนได้แจ้งมาว่า
พาสปอร์ตนั้นไม่เสร็จ ดังนั้นให้ทางทีมวิจัยของไทย
ขนส่งหมีแพนด้าเองได้ทันทีในวันที่จะทำการขนย้าย
ซึ่งทางทีมที่เดินทางไปนั้น ก็ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว
จึงมั่นใจว่าไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอน สำหรับเรื่องนี้
และหลินปิงก็คุ้นเคยกับเสียงเครื่องบินแล้ว
เพราะทางพี่เลี้ยงได้มีการนำเสียงเครื่องบิน เสียงในห้องผู้โดยสาร
มาเปิดให้หลินปิงฟังตลอด เพื่อให้คุ้นเคยกับเสียงดังกล่าว
และก็จะมีการฝึกจนนาทีสุดท้ายก่อนการเดินทางด้วย
เพื่อไม่ให้หลินปิงเกิดการตื่นตระหนก และอาหารของหลินปิง
รวมถึงของเล่นก็มีการเตรียมพร้อมไว้แล้วเช่นกัน
ซึ่งเหลือแต่รอเวลาในการเดินทางเท่านั้น
ด้าน ดร.สิงห์ทอง บัวชุม
คณะกรรมการด้านนโยบายและกำกับดูแลเพื่ออภิบาลหมีแพนด้า เปิดเผยว่า
กำหนดการการเคลื่อนขบวนและพิธีการส่งมอบหมีแพนด้าหลินปิง
เพื่อเดินทางไปเลือกคู่ ในวันที่ 28 ก.ย. เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมยานพาหนะ
และจัดลำดับผู้เข้าร่วมขบวนเฉลิมฉลองตามรูปแบบการเคลื่อนขบวน
บริเวณหน้าส่วนจัดแสดงสัตว์แอฟริกา สวนสัตว์เชียงใหม่ จากนั้นในเวลา 07.00
น.ขบวนเฉลิมฉลองเริ่มออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่ไปยังสนามบินนานาชาติจังหวัดชี
ยงใหม่ ส่วนหลินปิงนั้นทางพี่เลี้ยงจะทำความสะอาด และนำเข้ากรงขนย้ายในเวลา
08.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่หลินปิงเคยฝึกเข้ากรงขนย้ายเป็นประจำ จากนั้น
ในเวลา 09.30 น. ก็จะเคลื่อนย้ายหลินปิงออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่
ไปยังสนามบินนานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น
บริเวณลานจอดรถประตู ที่ 1 โซน G ภายในสนามบินฯ ก็จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ
มากมาย เพื่อเป็นการอวยพรและอำลาหลินปิง
โดยจะมีการแสดงนาฏศิลป์ฟ้อนรำของสาธารณรัฐประชาชนจีน
การแสดงนาฏศิลป์ฟ้อนรำพื้นเมืองล้านนา
จากนั้นก็จะเริ่มพิธีการส่งมอบหมีแพนด้าหลินปิงเพื่อเดินทางไปเลือกคู่
และให้ผู้แทนฝ่ายองค์การสวนสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมกล่าวขอบคุณ
ผู้แทนฝ่ายสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในการเปิดโอกาสให้หมีแพนด้า "หลินปิง"
เดินทางไปเลือกคู่
จากนั้นผู้แทนฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน
จะกล่าวขอบคุณประชาชนชาวไทยที่ได้ดูแลหมีแพนด้า "หลินปิง"
ตั้งแต่เกิดมาเป็นอย่างดี และจากนั้นในเวลา 09.45 น.
ขบวนรถขนส่งหมีแพนด้าหลินปิงที่วิ่งออกมาจากสวนสัตว์เชียงใหม่ เดินทางมาถึง
สนามบินฯ และเคลื่อนที่ผ่านหน้าประธานฯ ในบริเวณพิธี และทางประธานในพิธี
ก็จะเดินไปฉีกปฏิทินแผ่นสุดท้ายออก เพื่อเป็นสัญญาณในการส่งหลินปิง และเวลา
10.30 น. เครื่องบินเดินทางออกจากสนามบินนานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่
สู่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2
ชั่วโมงครึ่ง หากนับตามเวลาประเทศไทยก็จะถึงเวลาประมาณ 12.30 น.
หากเป็นเวลาจีน ก็จะเป็นช่วงเวลา 13.30 น.








พระอาจารย์ ท่านวิทยากร ในโครงการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจด้วยการ วิปัสสนากรรมฐาน มักจะให้ ปัจฉิมโอวาท หรือให้โอวาทครั้งสุดท้ายก่อนปิดการอบรมการวิปัสสนากรรมฐาน คือ
ประการที่ 1 ให้เกิดความภูมิใจต่อบุญกุศลและประสบการณ์ที่ได้รับจากการมาร่วมเข้าหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐาน โดยคิดไปจนวันตายว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา เราได้ประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมอย่างไรบ้าง ปกติคนทั่วไป คนที่ไม่มีบุญ ทำได้ยาก แต่เราทำได้แล้ว เราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน เป็นเรื่องปัจจัตตัง เรามีโอกาสทำพร้อมกัน ทั้ง ให้ทาน รักษาศีล และ เจริญสมาธิ และปัญญาไปพร้อม ๆ กันในคราวเดียวกัน
ประการที่ 2 อย่าได้ทอดทิ้งการปฏิบัติ เมื่อเรากลับไปที่บ้านของเราแล้ว ถ้าหากเราทอดทิ้งแล้ว สิ่งเหล่านี้จะหายไปหมด อย่าได้ทอดทิ้ง ถ้าเราไม่ทอดทิ้งการปฏิบัติของเราจะสืบต่อไปได้ ทำให้เกิดบุญกุศล เกิดความก้าวหน้าในชีวิตของเรา อย่างน้อยให้ปฏิบัติติดต่อกัน 2 ปี ให้เป็นนิสัย ก่อนนอน ตื่นนอน ครั้งละ 20 นาที ถึงครึ่งชั่วโมง วันใดไม่ว่างจริง ๆ ก็ชดเชยวันเสาร์และอาทิตย์เอาบ้างก็ได้ หรือในวันที่พอมีเวลา แต่ทำให้เป็นปกติ จะเป็นความสุขใจ เป็นบุญกุศล เป็นความก้าวหน้าในชีวิตของเรา โดยการหยุดความคิดทั้งปวงโดยการเจริญสมาธิ และควบคุมความคิดโดยการเจริญสติให้รู้เท่าทันในสิ่งที่ปรากฏ โดยการทำใจให้เป็นอุเบกขา จิตเราก็จะไม่ทุกข์โดยการตั้งเจตนา มีความตั้งใจด้วยความเพียร โดยมีสติตลอดเวลา ว่าเราจะคิดแต่สิ่งที่เป็นกุศล สิ่งที่ดี เพื่อจะได้พูดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี และถูกต้องตลอดชีวิตที่เหลือของเรา
ประการที่ 3 ให้แนะนำคนที่ควรแนะนำบ้าง ศาสนาของเราดำรงมั่นมาได้จนถึงปัจจุบัน ก็เพราะว่าปู่ย่าตาทวด บรรพบุรุษของเรา ภิกษุสงฆ์ ท่านแนะนำสั่งสอนกันมา ลูกหลานของเรา เพื่อนฝูงญาติมิตรของเราจึงได้รับพระพุทธศาสนา เข้าใจหลักธรรมที่นำไปปฏิบัติ ก็เนื่องมาจากว่าเราชาวพุทธช่วยกัน ถ้าเราไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วยศาสนาของเรา เราก็ต้องช่วยกันแนะนำ ทั้งการพูดและการเขียน แต่ขอย้ำว่า ให้แนะนำคนที่ควรแนะนำเท่านั้น ไม่ต้องแนะนำทุกคน เพราะคนบางคนไม่อยู่ในฐานะที่ควรแนะนำ แม้อยู่ใกล้ชิดกัน เพราะคนบางคนไม่อยู่ในฐานะที่ควรแนะนำ แม้อยู่ใกล้ชิดกัน อยู่ในบ้านเดียวกันกับเรา ญาติพี่น้องของเรา หรือผู้ที่เกี่ยวพันกับเรา ถ้ายังไม่ถึงเวลา ปล่อยเขาไปก่อน ให้แนะนำคนที่ควรแนะนำเท่านั้น อย่าพูดโกรธคนที่ไม่เชื่อคำแนะนำ เพราะบุญของเขายังไม่ถึงระดับ แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงสอน เวไนยสัตว์ ซึ่งแปลว่า ผู้ที่ควรแนะนำ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงแนะนำผู้ที่ควรแนะนำ ทรงสอนผู้ที่ควรสอน ไม่ได้ทรงสอนทุกคน
ประการที่ 4 ให้มีศีล 5 ตลอดชีวิต ศีล 5 ไม่เหลือวิสัยที่จะรักษาเป็นประจำ เราในฐานะเป็นชาวบ้าน อาจจะขาดบ้างก็อธิษฐานขึ้นใหม่ก็มีศีลตามเดิม เหมือนเมื่อเราสกปรกเราก็ล้างหรืออาบน้ำเสียใหม่ เราก็สะอาดตามเดิม เสื้อผ้าเราสกปรกเราซักเสีย เราก็มีเสื้อผ้าดีสวมใส่ตามเดิม ศีลของเราขาดไป อธิษฐานขึ้นใหม่ ไม่ต้องพบพระก็ได้ ก็เป็นศีลตามเดิม เพราะฉะนั้น ให้อยู่อย่างมีศีล อยู่อย่างสมภาคภูมิใจความเป็นชาวพุทธ เราอาจตั้งใจไว้ก็ได้ว่า วันใดไม่มีศีล วันนั้นไม่ออกจากบ้าน เพราะมันไม่เป็นมงคลก็ได้
ประการที่ 5 ให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกครั้ง วันใดถ้าไม่สวดมนต์อย่านอน มันไม่เป็นมงคล จะสวดมากสวดน้อยแล้วแต่มีเวลา มีเวลาน้อยก็สวดน้อย มีเวลามากก็สวดมากหน่อย แต่ไม่ควรสวดเป็นชั่วโมง อย่างมากก็ประมาณ 10 – 20 นาทีก็พอ อย่างน้อยหนึ่งนาทีก็ยังดี ดีกว่าไม่สวดเลย
ประการที่ 6 ให้นำสิ่งที่ได้รับไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้ การฝึกนี้เราต้องนำไปใช้ ไม่ใช่ฝึกไว้โชว์ ไม่ใช่ฝึกไว้อวดใคร แต่ฝึกเอาไว้ใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับตัวเรา สำหรับครอบครัว และประเทศของเรา เช่น จะพูดจะทำเรื่องใดก็ตาม ต้องตั้งใจคิดในทางที่เป็นกุศล คิดให้ดี ให้รอบคอบ พูดและทำให้ดีและถูกต้อง ผลของการคิดดี พูดดี และทำดีนั้น จะส่งเสริมให้บุคคลแต่ละคน องค์กร สังคม และประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้าด้วยความมั่นคงสวัสดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นก็มีหลักธรรม เพื่อความสงบสุขในสังคม 5 อย่าง คือ 1. ขันติ (มีความอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พอใจ) 2. เมตตา (มีความปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุข) 3. เสียสละ 4. ให้อภัย และ 5. ปล่อยวาง (ทำใจเป็นอุเบกขาเมื่อช่วยเหลือใดๆมิได้) ขอให้นำธรรมะนี้ไปใช้ จะมีคุณค่า แน่นอนต่อชีวิตของเรา ชีวิตของเราจะดีขึ้นและรุ่งเรืองขึ้น ด้วยอำนาจพระธรรมที่เข้าคุ้มครองรักษา
ประการที่ 7 ให้มาทบทวนการปฏิบัติของตนตามเวลาอันสมควร เราควรหาเวลามาทบทวนการฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง ก็ยังดี มีปัญหามากๆ อย่างน้อยก็ไม่ควรปีละครั้ง โดยควรจะฝึกทั้ง 2 อย่างเพราะสมาธิกับปัญญาต้องช่วยเหลือกัน สำหรับผู้บังคับบัญชาที่มีจิตใจคับแคบ ชอบพูดจาขัดขวางทางบุญของผู้ใต้บังคับบัญชา ระวังทุคติภูมิจะเป็นของท่าน แม้ท่านให้ทานรักษาศีล แต่เทียบมิได้กับการปฏิบัติธรรม หรือการเข้าวิปัสสนาภาวนา ตัวเองไม่พร้อมจะเข้าวิปัสสนา ก็ไม่ควรขัดขวางผู้อื่นด้วยการพูดจา
ประการที่ 8 ถ้าใครถามให้ตอบเท่าที่จำเป็น อย่าได้โอ้อวด เราเป็นศิษย์พระพุทธเจ้า ไม่ต้องโอ้อวด ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน การโอ้อวดไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า และอย่าได้ดูหมิ่นอาจารย์อื่นเขา ทุกสำนักสอนให้ดีทั้งสิ้น แล้วแต่จะดีน้อย ดีมากเท่านั้นเอง เพราะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ถ้ามีคนอื่นถามก็ตอบเท่าที่จำเป็น ต้องมองดูว่า คนถามนั้นเขาถามเพื่อรู้หรือว่าถามเพื่อต้องการถามไปอย่างนั้นเอง หรือต้องการจะข่มเรา ถ้าเขาต้องการถามเพื่อรู้ก็ตอบเท่าที่รู้ ถ้าถามเพื่อข่มหรือถามไม่อยากรู้ ก็ตอบเท่าที่จำเป็น เช่น เขาถามว่า มาฝึกกรรมฐานคราวนี้ได้อะไรบ้าง ก็ตอบว่า ได้ความสงบ ถ้าเขาถามว่าสงบอย่างไร ก็ตอบว่า “ต้องไปปฏิบัติเอาเอง จึงจะรู้” ไม่ต้องพูดมาก แค่นี้ก็พอ
สมัยเด็กหลวงพ่อเคยไปกับโยมแม่ไปปลูกแตง ปลูกถั่ว เวลาฝนตกใหม่ๆ
เวลาโยมแม่เอาเมล็ดแตงเมล็ดถั่วปลูกโยนลงไป
โยมแม่จะพูดออกไปว่า,
“คนกินเป็นบุญ นกกินเป็นทาน นกกินเป็นทาน คนกินเป็นบุญ”
มันทำให้เราสบายใจดี เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป
เราก็จะคิดไปว่ามันจะได้ผล จะขาดทุน จะกำไร จะเสียหายอย่างไร
ตรงนี้มันสิ้นเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ,
บางทีก็นับวันเวลาไปเรื่อย
ลักษณะนี้แสดงว่ายังเป็นผู้ไม่รู้,
,
แต่บางคนก็เป็นผู้รู้ไปแล้ว
เข้าไปง่ายๆ ถลำเข้าไปในความคิด ไปปรุงแต่ง
ตัวสังขารไปปฏิบัติธรรม ตัวหลงมันปฏิบัติธรรม
ปฏิบัติอยู่ก็ยังหลงอยู่ รู้แล้วไม่รู้แล้ว,
อยู่กับความรู้ อยู่กับความไม่รู้
อยู่กับความผิด อยู่กับความถูก
ถ้าเข้าไปอยู่มันจะเห็นได้อย่างไร มันก็เลยอยู่ในถ้ำ,
หลวงปู่เทียนท่านสอนพวกเรา สมัยที่หลวงพ่อปฏิบัติใหม่ๆ
หลวงปู่เทียนท่านให้เข้าไปในกุฏิของท่าน,
แล้วบอกว่า
“เอ้า ปิดประตู ปิดประตู”
หลวงพ่อก็ปิดประตู หลวงปู่เทียนก็ถามว่า
“เห็นข้างนอกไหม”
ท่านก็ตอบว่า
“ไม่เห็นครับ”
หลวงปู่เทียนก็ถามอีกว่า
“ถ้าไม่เห็นแล้ว จะทำอย่างไรจึงจะเห็น”
นั่นก็คือ ต้องเปิดประตูนั่นเอง
นี่แสดงให้เห็นว่า อย่าพยายามเข้าไปอยู่
อย่าไปเอา อย่าไปเป็น เป็นผู้ผิด เป็นผู้ถูก เป็นผู้ได้ เป็นผู้ไม่ได้
ถ้าอย่างนั้นมันก็เหมือนมีม่านมาขวางกั้น
มันไม่ตรง มันไม่เปิดออก มันไม่เปิดเผย
ว่าด้วยเรื่องกรรม การกระทำให้กำหนดรู้ ต้องรู้สึกตลอดเวลา
ไม่ว่าจะพลิกมือขึ้นหรือยกมือขึ้นต้องรู้
เวลามีคนมาปฏิบัติธรรมหลวงพ่อจะให้เขากำหนดเช่นนี้ ราว ๓๐ นาที
ต่อจากนั้นก็จะพาเขาเดิน เดินก้าวไปให้รู้
เขาก้าวไปที่ใด หลวงพ่อก็จะเอามือเคาะแขนเขาให้เขารู้ว่า
ความรู้สึกว่า “รู้” มันเป็นแบบนี้
จากนั้นเมื่อเดินอีกสัก ๓๐ นาที ก็เรียกเขามานั่ง
ให้เขายกมือสร้างจังหวะอีก เขาได้สัมผัสกับความรู้สึก
ให้ตัวสัมผัสอยู่กับสติอยู่กับกาย ก็ถามเขาว่า
เมื่อกี้คุณมีสติอยู่กับกาย จิตใจของคุณคิดไปทางอื่นบ้างไหม
ในหมู่พุทธบริษัท จุดอื่นมันไม่บกพร่องกันหรอก
มันมักจะบกพร่องกันในจุดนี้
พุทธศาสนาเกิดขึ้นตรงนี้
พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ ก็เกิดขึ้นตรงนี้
ตรงนี้เป็นที่เกิดของพุทธภาวะ คือ ภาวะที่รู้
แม้แต่ที่หลวงพ่อพูดอยู่เดี๋ยวนี้
ก็ไม่ใช่ฟังแล้วจำ แต่ให้ฟังแล้วทำ ฟังแล้วกระทำ
ทำอยู่ในกายในใจของเรา สัมผัสอยู่กับตัวเรา
พอหลวงพ่อพูดถึงสติ เราก็รู้ รู้อยู่กับการได้ยิน
สิ่งที่หลวงพ่อพูดก็มีอยู่กับเรา อยู่กับตัวเรา
คล้ายกับว่ายิ่งหลวงพ่อพูด เราก็ยิ่งเห็นตัวเรา
เห็นอะไรเห็นในสิ่งที่หลวงพ่อพูด
เช่นความรู้สึก เราก็มีความรู้สึก อยู่เฉยๆ ก็มีความรู้สึก
ถ้าเราชำนาญอาจจะไม่ต้องยกมือเคลื่อนไหวก็ได้
นั่งอยู่เฉยๆก็มีความรู้สึก กระพริบตาก็รู้สึกได้
หายใจก็รู้สึกได้ ตัวรู้ที่มาที่ไป
รู้การกระพริบตาก็เป็นความรู้สึก
สติตัวรู้ที่ไปรู้ลมหายใจ ก็เป็นความรู้สึก คือสติ
ความรู้ที่กระดิกนิ้วมือ ก็เป็นความรู้สึก คือสติ
อยู่เฉยๆ ก็เป็นสติ อยู่ที่ไหนก็เป็นสติ
แม้แต่อยู่เฉยๆ นั่งเฉยๆ ก็เป็นความรู้สึกตั




เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 27 ก.ย. ร.ต.ท.สุเมธ สุขศรัทธา ร้อยเวร สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งพบศพลอยกลางแม่น้ำท่าจีน บริเวณหน้าวัดประสพสุข หมู่ 2 ต.ทับตีเหล็ก จึงไปตรวจสอบ พร้อม ร.ต.อ.เจริญ หลำคำ ร.ต.ต.มานะ นาคานุสนธ์ รองสว.สส. ชุดสืบสวน แพทย์เวร รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช และหน่วยกู้ภัยเณรแก้ว ที่เกิดเหตุ พบศพชาย ลอยคว่ำหน้าติดคากอไผ่ สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำตาล สวมทับด้วยเสื้อเชิ๊ตแขนยาวลายสก็อต กางเกงขายาวสีกรมท่าลักษณะหัวโล้น สูงประมาณ 160-165 เซนติเวตร อายุประมาณ 50-60 ปี ที่ด้านข้างศีรษะ และต้นขาขวา มีรอยคล้ายถูกของมีคมบาดเสียชีวิตแล้วประมาณ 2-3 วันสภาพศพเริ่มขึ้นอืด ส่งกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่จึงนำขึ้นจากน้ำมาทำการตรวจพิสูจน์ จากการสอบสวนสอบเบื้องต้น ไม่พบหลักฐานว่า ผู้ตายเป็นใคร สอบถามชาวบ้านใกล้เคียงที่พบศพไม่มีใครรู้จักว่าผู้ตายเป็นใคร เจ้าหน้าที่จึงส่งศพไปตรวจพิสูจน์สาเหตุการตายอย่างละเอียดที่สถาบันนิติวิทยาศาตร์ พร้อมกับสืบสวนว่าผู้ตายเป็นใครเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป



