ธรรมะ : ตัดเวรตัดกรรม

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป ต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น การที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม นี่หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด ถ้าหากพระองค์ใดแนะนำว่า ทำบาปแล้วตัดกรรมได้ อย่าไปเชื่อ ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเรา ในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็กๆ ของเราไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรม แล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัดเวรนี่มีทาง เพราะ เวร หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรม กลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกัน เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เราขอโทษซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก บาปที่ทำแล้วมันแก้ไม่ได้ แต่นิสัยชั่วที่เราประพฤติอยู่นั้น มันแก้ไขได้ ท่านให้แก้กันที่ตรงนี้

พระบวชใหม่ทำอย่างไรให้จิตสงบ



การอบรมพระภิกษุใหม่นั้น พระภิกษุใหม่ก็ต้องรู้จักข้อวัตรของตนเองก่อน และรู้จักอันตรายของภิกษุใหม่ คือ
๑. อดทนต่อคำสั่งสอนไม่ได้ เบื่อต่อคำสั่งสอนขี้เกียจทำตาม
๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากไม่ได้
๓. เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป
๔. รักผู้หญิง

ภิกษุสามเณรผู้หวังความเจริญแก่ตน อย่าให้อันตราย 4 อย่างนี้ย่ำยีได้ ต่อไปนี้องค์แห่งภิกษุใหม่ 5 อย่าง
๑. สำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์อนุญาต
๒. สำรวมอินทรีย์ 6 คือระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธัมมารมณ์ด้วยใจ
๓. เป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา
๔. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
๕. มีความเห็นชอบว่าบาปมี บุญมี มรรค ผล นิพพานมี

ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม 5 อย่างนี้ นอกจากนี้แล้ว จงทำข้อวัตรให้ตรงต่อเวลาของกติกาในสำนักนั้น

ส่วนด้านภาวนาส่วนตัว เหมาะเวลาใดให้ทำเวลานั้น คือ บริกรรมภาวนาเช่นบริกรรม "พุทโธ" เป็นต้น อย่าสงสัยว่าธัมโม สังโฆอยู่ที่อื่น ก็อยู่ด้วยกันนั่นเอง แม้ 84,000 พระธรรมขันธ์ก็เช่นกัน

อนึ่ง เวลาเรากราบไหว้ครั้งที่ 1 ว่าพุทโธ อยู่ในใจ ครั้งที่ 2 ว่าธัมโม ครั้งที่ 3 ว่าสังโฆ แล้วยกขึ้นใส่หัวว่านิพพานนัง นี้หมายความว่าไหว้ย่อ ถ้าไหว้พิศดารก็แล้วแต่จะเห็นสมควร

และขอให้เข้าใจว่า เราไหว้ย่อนี้ครบ 84,000 พระธรรมขันธ์แล้ว เพราะสามารถขยายออกรวมกันได้ เหมือนเราเอากำปั้นตีดินลงตูมเดียว ก็ให้เข้าใจว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม อยู่ที่ไหน ตีถูกหมดแล้ว ดังนี้เป็นต้น เพราะหัดให้ปัญญาแตกฉานในธรรมะ และวินัยอยู่ในตัว

จะอย่างไรก็ตามขอให้มีศรัทธาเชื่อในพระพุทธศาสนา พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลักอยู่ที่หัวใจไม่ต้องสงสัยเลย เมื่อความเชื่อป็นหลักอยู่ในหัวใจแล้ว สิ่งอื่นๆ ก็ย่อมเป็นไปเอง ในวงศ์ของพระพุทธศาสนาถ้าความเชื่อไม่มีในหัวใจเป็นหลักแล้วสิ่งอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นของเหลือวิสัยไปหมด การฝนทั่งให้เป็นเข็มก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่เหลือวิสัย…ดังนี้ เป็นต้น ถ้าไม่อย่างนี้แล้วก็ถอยศรัทธาหมด

และการภาวนาก็ให้บริกรรมติดต่ออยู่ทั้ง ยืน เดิน นั่ง นอน จะรวมหรือไม่รวมก็ไม่ต้องหากินทางคัดค้าน คำว่า " บริกรรม " คือกำกับอยู่กับภาวนานั่นเอง ถ้าบริกรรมไม่พอมันก็ไม่ลง ถ้าบริกรรมพอมันลงเอง ไม่ต้องบังคับดอก เมื่อมันลงรวมเป็นหนึ่งแล้วก็หยุดบริกรรมซะ ปล่อยให้มันพักอยู่นั่นเอง ถ้าไปเห็นสิ่งใดเป็นของแปลก หรือไม่แปลกก็ดี เป็นของน่ากลัวหรือน่าชอบก็ดี อย่าไปพะวงกับมันวางเฉยซะ ถ้านึกกลัวก็ให้คว้ากรรมฐานมาภาวนาอีก…อย่างนี้เสมอๆ ให้มันเห็นคุณในชั้นนี้เสียก่อน อย่าได้โลภไปในนโยบายอันอื่นเลย

ส่วนข้อวัตรของพระอาจารย์อันเป็นของประจำวันนั้น ก็ทำเท่าที่ท่านทรงอนุญาต ส่วนข้อวัตรส่วนรวม เช่นกวาดลานวัด เสนาสนะ เหล่านี้เป็นต้น ถึงเวลาก็ต้องไม่ดูดาย ต้องทำ มิฉะนั้นแล้วสมาธิ สมาบัติไม่เจริญ เอาท่านี้ก่อน ถ้าจะพูดไปมากผู้บวชใหม่ก็จะระอา แต่อาบัติปาราชิก 4 และสังฆาทิเสสนั้นเป็นอาบัติที่สำคัญมาก ผู้เป็นอาจารย์ต้องสอนให้รู้ให้ชัดทั้งคุณ และโทษนั้นๆ ด้วย จึงขอย่อจบเพียงนี้ก่อน

ป.ล. การนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบ หรือนั่งห้อยเท้า หรือยืน เดิน ก็แล้วแต่เห็นสม ส่วนนอนนั้นก็นอนตะแคงข้างขวา หรือจะหงาย หรือจะทางซ้ายก็แล้วแต่สะดวก เมื่อไม่หลับเพียงใดก็นึกบริกรรมภาวนาเพียงนั้น ถ้าหลับไปแล้วก็เป็นเรื่องของหลับไปซะ วันหนึ่งคืนหนึ่งคิดเฉลี่ยรวมกันหลับ 4 ช.ม. พอแล้ว การฉันอาหารถ้ายังอีก 4-5 คำ แล้วจะอิ่มก็ให้ดื่มน้ำซะ เรียกว่าฉันพอดี และเรียกว่าหลับพอดี นึกในใจว่าไม่เห็นแก่หลับมากนัก และไม่เห็นแก่ฉันมากนัก นี้เรียกว่าปฏิบัติไม่ผิด

๓ วิธีหนีทุกข์ของสรรพสิ่งทั้้งหลาย


มนุษย์ปรารถนาอิสรภาพ แต่มนุษย์ตกเป็นทาสของตัณหา ซึ่งเป็นเจ้านายที่มองไม่เห็นตัว เมื่อไม่รู้ว่าตนเป็นทาส มนุษย์จึงไม่คิดที่จะปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ มีแต่จะทำตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น และเจ้านายนั้นก็ดูจะรักและหวังดีต่อเรามาก เพราะจะสั่งให้เราแสวงหาความสุขและหลีกหนีความทุกข์ตลอดวันตลอดคืน ซึ่งมีผลให้เราต้องเหนื่อยกายเหนื่อยใจอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เนื่องจากความสุขเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไขว่คว้าเอาไว้ไม่ได้ ในขณะที่ความทุกข์เป็นสิ่งที่แนบประจำอยู่กับขันธ์นั่นเอง การจะให้ขันธ์มีความสุขหรือพ้นจากความทุกข์อย่างถาวรจึงเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้เลย

การดิ้นรนแสวงหาความสุขและหลีกหนีความทุกข์ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีอยู่ 3 วิธี คือ

๑. การแสวงหาอารมณ์ที่เป็นสุขและหลีกหนีอารมณ์ที่เป็นทุกข์
เพราะคิดว่าอารมณ์เป็นเครื่องกำหนดให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถเลือกอารมณ์ได้ตามใจชอบ เพราะอารมณ์ที่มากระทบย่อมเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย คือหากกุศลวิบากให้ผลก็ได้ประสบกับอารมณ์ที่ดี หากอกุศลวิบากให้ผลก็ต้องประสบกับอารมณ์ที่ไม่ดี นอกจากนี้ อารมณ์ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง แม้จะได้รับอารมณ์ที่ดีและเป็นสุข ไม่นานอารมณ์ที่ดีและเป็นสุขนั้นก็ผ่านเลยไป จำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาความสุขและหลีกหนีความทุกข์ต่อไปอีก ดังนั้น วิธีการเลือกรับอารมณ์เพื่อให้เกิดความสุขและพ้นจากความทุกข์จึงไม่ได้ผล จริงตามที่คาดหวังไว้

๒. การรักษาจิตให้สงบสบายในทุกๆ สถานการณ์
เพราะคิดว่าถ้าจิตดีเสียแล้ว ก็สามารถเป็นสุขอยู่ได้แม้จะต้องกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดีก็ตาม และการควบคุมจิตก็ทำได้ง่ายกว่าการควบคุมอารมณ์ เนื่องจากอารมณ์มักจะมาจากสิ่งภายนอกซึ่งควบคุมได้ยาก ในขณะที่การควบคุมจิตเป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามจิตเป็นของไม่เที่ยงและเป็น อนัตตาคือบังคับไม่ได้จริง ดังนั้นแม้จะทำให้จิตสงบหรือมีความสุขก็ทำได้เพียงชั่วคราวด้วยอำนาจของการ เพ่ง เมื่อจิตเสื่อมจากการเพ่ง จิตก็กลับมาวุ่นวายและเป็นทุกข์ต่อไปได้อีก

๓. การหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ 
เป็นวิธีการรักษาจิตที่ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก เพราะคิดว่าถ้าจิตไม่ต้องรับรู้อารมณ์หยาบๆ เสียแล้ว จิตจะมีความสงบสุขโดยอัตโนมัติ ดีกว่าจะต้องคอยรักษาจิต ที่ต้องกระทบอารมณ์หยาบๆ อยู่ตลอดเวลา จึงเกิดความพยายามน้อมจิตไปสู่อรูปฌาน หรือแม้กระทั่งการดับความรับรู้ด้วยการเข้าจตุตถฌาน (ตามนัยของพระสูตร) หรือปัญจมฌาน (ตามนัยของพระอภิธรรม) แล้วน้อมจิตไปสู่อสัญญสัตตาภูมิหรือพรหมลูกฟัก อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดกำลังเพ่ง จิตก็ถอนออกมารู้อารมณ์ตามปกติต่อไปอีก

คนและสัตว์ทั้งหลายพยายามดิ้นรนหาความสุขและหลีกหนีความทุกข์ด้วยวิธีการ ต่างๆ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นจากความทุกข์ได้จริง เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่แนบประจำอยู่กับขันธ์คือร่างกาย และจิตใจนี้ เอง มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงค้นพบทางรอดอันเป็นทางเอก คือทางสายเดียวที่จะพาผู้ดำเนินตามให้พ้นจากทุกข์ได้จริง ทางเอกนี้คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นการหันมาเผชิญหน้าและเรียนรู้ความจริง ของทุกข์ เมื่อทุกข์อยู่ที่กายก็มีสติระลึกรู้กายตามความเป็นจริง เมื่อทุกข์อยู่ จิตก็มีสติตามรู้จิตตามความเป็นจริง จนในที่สุดก็สามารถเข้าถึงความจริงสูงสุดคืออริยสัจจ์ข้อแรกได้ คือการรู้ทุกข์ ได้แก่การรู้ความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ผู้ที่รู้ความจริงนี้เรียกว่าพระโสดาบัน เป็นผู้ละความเห็นผิดว่ากายกับใจคือตัวเรา เมื่อตามรู้กายและตามรู้ใจต่อไปอีก ถึงจุดหนึ่งจิตจะวางความยึดถือกายและใจลงได้อย่างสิ้นเชิง และไม่หยิบฉวยเอากายและใจขึ้นมาถือไว้ให้เป็นภาระกดถ่วงจิตใจอีกต่อไป

เมื่อไม่ยึดถือกายและใจแล้ว ความดิ้นรนทะยานอยากของจิตที่จะให้กาย และใจมีความสุขและพ้นจากความทุกข์ ทั้งด้วยการแสวงหา อารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ การทำความสงบจิต และการหลีกหนีการรับรู้อารมณ์หยาบๆ ก็จะหมดสิ้นไป การรู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้งจึงเป็นเครื่องทำลายสมุทัยหรือตัณหาให้ดับสนิทลง โดยอัตโนมัติ

เมื่อปราศจากตัณหา จิตก็ได้ประจักษ์แจ้งถึงนิโรธหรือนิพพานอันเป็นสภาวธรรมซึ่งสงบสันติ ปราศจากทุกข์และกิเลสตัณหาทั้งปวง

การรู้ทุกข์จนสมุทัยถูกละไปเองและนิโรธปรากฏให้ประจักษ์โดยไม่ต้อง แสวงหานั้น คือมรรคหรือทางเอกนั่นเอง พวกเราควรเจริญมรรคให้มาก คือ หมั่นตามรู้กายตามรู้ใจอย่างถูกวิธีเนืองๆ แล้วจะพบความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสาวกด้วยตนเอง

วิธีฝึกรักษาศีล ๕ โดย หลวงพ่อทัตตชีโว



พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) ได้สอนวิธีการฝึกรักษาศีลห้า ให้ได้ตลอดทั้งวันดังนี้

เริ่มต้นที่จะรักษาศีลห้าให้ได้ ก็ต้องตัดสินใจเลิกอบายมุขทั้งหมดก่อน อบายมุขมีอะไรบ้าง? 
๑. ดื่มน้ำเมา 
๒. เที่ยวกลางคืน 
๓. เที่ยวดูการละเล่น 
๔. เล่นการพนัน 
๕. คบคนชั่วเป็นมิตร 
๖. เกียจคร้านในการทำงาน 

ทั้ง ๖ ประการนี้ คืออบายมุข เป็นเหตุแห่งความเสื่อมและความฉิบหาย ใน ๖ ประการนี้ การคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นข้อที่อันตรายมากที่สุดเพราะนำความฉิบหายมาให้มากที่สุด ตอนนั้นถึงแม้ว่าจะเลิกอบายมุขได้เด็ดขาดแล้ว แต่ว่าศีลห้ายังกะพร่องกะแพร่งอยู่ ก็พยายามที่จะรักษาศีลห้าให้ได้ พยายามอยู่หลายวิธี ในที่สุดก็หาวิธีเฉพาะของตัวเองได้

ถ้าใครยังหาวิธีเริ่มต้นในการรักษาศีลไม่ได้ ก็ลองนำวิธีของหลวงพ่อไปใช้ดูก็ได้นะ คืออย่างนี้ ตามธรรมดาคนไทยที่เป็นชาวพุทธ ส่วนมากก็จะมีพระเครื่องห้อยคอกันอยู่แล้ว มีกันคนละองค์บ้าง คนละพวงบ้าง หรืออย่างน้อย ถ้าไม่มีพระห้อยคอ ก็ต้องมีพระพุทธรูปอยู่ที่บ้าน หลวงพ่อมีพระเครื่องห้อยคออยู่องค์หนึ่ง เมื่อตั้งใจจะรักษาศีลห้าให้ได้ ก็ทำง่ายๆ คือ

ทุกเช้าก่อนจะออกจากบ้าน ก็อาราธนาพระใส่มือไว้ แล้วตั้งนะโม ๓ จบ "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" พอครบ ๓ จบ แล้วก็สัญญากับหลวงพ่อที่อยู่ในมือว่า ปา ณาติปาตา เวรมณี วันนี้หัวเด็ดตีนขาด ไม่ฆ่าสัตว์ (แต่พรุ่งนี้ยังไม่รู้นะ) อทินนา ทานา เวรมณี วันนี้หัวเด็ดตีนขาด ไม่โขมย ไม่โกงใครทั้งนั้น กาเมสุมิจฉา จารา เวรมณี วันนี้ไม่เจ้าชู้เด็ดขาด มุสาวาทา เวรมณี วันนี้ถ้าพูดต้องจริง ถ้าไม่จริงไม่พูด ใครจะเอามีดมาจ่อคอ ก็ไม่พูดโกหก สุราเมระยะ มัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี วันนี้ไม่ว่าเหล้า ไม่ว่าเบียร์ จะไม่ดื่ม แม้แต่หยดเดียว จะตายก็ให้ตายไปเลย 

ทำเช่นนี้ทุกๆวัน แล้วก็ทำได้สำเร็จตลอดวัน ทำติดต่อกันไปได้ประมาณ ๒-๓ เดือนก็เคยชิน ศีลก็อยู่มั่นคง ในที่สุดก็เลยได้มาบวชนี่แหละ ใครยังหาวิธีอื่นไม่ได้ ลองใช้วิธีนี้ดูนะ ขลังทีเดียว ถ้าทำสำเร็จ หลวงพ่อจะอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

กรรมของการเกิด เป็นพ่อแม่และลูกกัน

ในพระสูตรกล่าวว่า คนที่เกิดมาในโลกนี้ยังไม่เคยเป็นพ่อ เป็นแม่
ไม่เคยเป็นญาติกันเลยไม่มี  ต้องเกี่ยวข้องและโยงใย
กันมาตั้งแต่อดีตชาติสลับกันไป  บางครั้งแม่เกิดเป็นลูก
บางครั้งลูกเกิดเป็นแม่อย่างนี้เรื่อยไป
และไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นลูกคนนี้ หรือเกิดเป็นแม่คนนี้เสมอไป

อาจเปลี่ยนและสลับกันไปได้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต
ชาติหนึ่งก็เคยเกิดเป็นพ่อลูกกัน โดยในชาติหนึ่งพระเทวทัต
เกิดเป็นกษัตริย์ พระพุทธเจ้าเกิดเป็นธรรมปาลกุมาร  โอรสของท่าน
แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า คู่นี้เกิดมาในชาติไหน
มักจะเป็นคู่เวรล้างผลาญกันทุกชาติ

แต่พระพุทธเจ้าจะเป็นผู้ถูกกระทำทุกชาติ
ในชาดกนี้มีเรื่องนิดเดียวว่า
พระเจ้าแผ่นดินมีพระมเหสียังสาวอยู่
วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงคิดถึงพระมเหสีอยากทรงร่วมภิรมย์ด้วย
ก็เสด็จเข้าไปหาถึงห้องบรรทม

ฝ่ายพระมเหสีทรงมีพระโอรสเล็กๆอยู่ อายุ 7 เดือนหรือ1ปีก็ไม่แน่ใจ
ขณะที่พระราชาเสด็จเข้ามา  พระนางก็ไม่ได้สนใจ
มัวหยอกล้อพระโอรสเพลินอยู่...พระราชาไม่พอพระทัยมาก
คิดว่าพระมเหสีเอาใจพระโอรสมากกว่าพระองค์
จึงมีรับสั่งให้นำพระโอรสไปประหารเสีย

หากเราพิจารณาจะเห็นว่า เด็กไม่มีความผิดอะไรเลย
ยังไร้เดียงสานอนแบเบาะอยู่เลย จะไปทำกรรมอะไรได้
แต่เรื่องนี้มันมีการจองเวรกันมาตั้งแต่อดีตชาติ
คือ ทั้งคู่ฆ่ากันมาเรื่อยๆ
แต่ว่ามันแปลกตรงที่พระเทวทัตฆ่าฝ่ายเดียว

พระพุทธเจ้าไม่เคยฆ่าเลย  และการฆ่ากันในชาตินี้
ของพระราชาก็ฆ่าได้ทารุณมาก
มีรับสั่งให้นำพระโอรสไปตัดที่แขน ตัดทีละส่วน
แม้พระมเหสีจะกราบทูลขอร้องอย่างไร ก็ไม่เป็นผล
และเมื่อตัดอวัยวะหมดสิ้นแล้ว สุดท้ายให้ตั้งหลาวขึ้น

แล้วโยนพระโอรสขึ้นไปข้างบนให้หลาวเสียบ
ดูแล้วโหดร้ายทารุณมากไม่น่าเป็นไปได้
แต่คนมีเวรแก่กันนั้นสามารถทำได้  ในท้ายที่สุด
ในชาตินั้นแหละ  พระเทวทัตก็ถูกแผ่นดินสูบ
แล้วพระมเหสีก็หัวใจสลายสิ้นพระชนม์  เพราะสงสารลูก

หยุดชั่ว มันก็ดี (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

คนเราบางคน บางทีก็อยากจะเอาบุญ เช่น
ผ้ายังสกปรกอยู่ ยังไม่ได้ทำความสะอาด
แต่อยากจะย้อมสีซะแล้ว
ลองเอาผ้าเช็คเท้าที่ยังไม่ได้ฟอกไปย้อมสีดูซิ
มันจะสวยไหม


การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด
บางคนบางคราว
โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจกได้
แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุดเป็นโจรนั่นนะ มันยากที่สุด

การจะละความชั่วไม่กระทำผิดมันยาก
การทำบุญ โจรมันมันก็ทำได้มันเป็นปลายเหตุมัน
การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเป็นต้นเหตุ

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนาสำหรับชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และวันสำคัญในระดับนานาชาติตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธโคดม โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท

วันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้ง โลก (ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา) และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น "วันสำคัญสากล" (International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 54/112 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542

ปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ "ประสูติ" ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย "พระบริสุทธิคุณ", "พระปัญญาคุณ" ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลก แก่ชนทั้งปวงโดย "พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน" ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน 6 นี้ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญ
วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (เดือน 6) ตรงกันทั้ง 3 คราว คือ
- เช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวันระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ
- เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
- หลังจากตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกประกาศพระธรรมวินัยและโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปี เมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ก็ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย)

วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย คำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก "อาสาฬหปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนมิถุนายนหรือเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ใน 5 ปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และด้วยเหตุที่ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล (อนุพุทธะ) เป็นคนแรก จึงทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า "วันพระธรรม" หรือ วันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ "วันพระสงฆ์" คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีการบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธเถรวาทมาก่อน จนมาในปี พ.ศ. 2501 การบูชาในเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาจึงได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย ตามที่คณะสังฆมนตรี ได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2501 โดยคณะสังฆมนตรีได้มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย ตามคำแนะนำของ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆมนตรีได้ออกเป็นประกาศสำนักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำหนดพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีปฏิบัติเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล อย่างไรก็ตาม วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่น ๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชาเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา ความสำคัญ วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่ตรัสรู้เป็นครั้งแรก จึงถือได้ว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก และด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทำให้แจ้ง แก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่ตรัสรู้ได้ จึงถือได้ว่าพระองค์ได้ทรงกลายเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ คือทรงสำเร็จภารกิจแห่งการเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น "สัมมาสัมพุทธะ" คือเป็นพระพุทธเจ้าผู้สามารถแสดงสิ่งที่ตรัสรู้ให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ซึ่งแตกต่างจาก "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ที่แม้จะตรัสรู้เองได้โดยชอบ แต่ทว่าไม่สามารถสอนหรือเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า "วันพระธรรม" วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่ท่านโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมสำเร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลคนแรก และได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระศาสนา และด้วยการที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในโลกดังกล่าว พระรัตนตรัยจึงครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก ด้วยเหตุนี้วันอาสาฬหบูชาจึงมีชื่อเรียกว่า "วันพระสงฆ์" ดังนั้น วันอาสาฬหบูชาจึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ซึ่งควรพิจารณาเหตุผลโดยสรุปจากประกาศสำนักสังฆนายกเรื่องกำหนดพิธีอาสาฬหบูชา ที่ได้สรุปเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชาไว้โดยย่อ ดังนี้ 1.เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา 2.เป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมจักร์ ประกาศสัจจธรรม อันเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ 3.เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ในวันนั้น 4.เป็นวันแรกที่บังเกิดสังฆรัตนะ สมบูรณ์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ

วิธีทำบุญวัดตลอดทั้งปี โดย พระชุมพล พลปญฺโณ

ถ้าเรามีจิตศรัทธาต่อวัดใด หรือเลื่อมใสต่อหลวงพ่อองค์ใด ควรจะเพิ่มศรัทธาปสาธะ เพิ่มเติมเสริมบารมีของเรา โดยการทำบุญ และมีส่วนในกิจการงานบุญของวัดนั้น ทุกวันตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการสร้างเสริมทานบารมีของเราให้เต็มรอบบริบูรณ์ อันเป็นแนวทางที่บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น และมีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นตัวอย่าง ได้ดำเนินมาแล้ว ข้าพเจ้า พระชุมพล พลปญฺโ ใช้วิธีดังนี้ สาธุชนท่านใดจะนำไปเป็นตัวอย่าง ก็ขออนุโมทนาด้วย ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ให้เราส่งธนาณัติไปที่วัดนั้น ปีละ ๓,๖๕๐ บาท หรือถ้าปีไหนมี ๓๖๖ วัน ให้ส่งธนาณัติไป ๓,๖๖๐ บาท การส่งธนาณัติให้สั่งจ่ายเจ้าอาวาสวัดนั้น ถึงแม้เราจะจำชื่อฉายาหรือสมณศักดิ์ของท่านไม่ได้ หรือจำได้แต่เขียนไม่ถูก ก็ไม่เป็นไร ให้เขียนใบธนาณัติว่า สั่งจ่ายเจ้าอาวาสวัดนั้นๆก็พอ ท่านก็จะสามารถไปเบิกธนาณัตินั้นได้แล้ว ยกตัวอย่างว่า เรามีศรัทธาต่อวัดพุทธาราม เวลาส่งธนาณัติให้เราเขียนว่า สั่งจ่าย ท่านเจ้าอาวาสวัดพุทธาราม ในการส่งธนาณัติไป ให้เขียนจดหมายแนบไปด้วย ดังนี้ว่า กราบเรียน ท่านเจ้าอาวาส ข้าพเจ้าได้ส่งธนาณัติมา ๓,๖๕๐ บาท ขอร่วมอนุโมทนา ร่วมบุญร่วมกุศล ในทุกกิจกรรมการกุศล กับพุทธบริษัททุกท่านที่มาทำบุญที่วัดพุทธารามนี้ วันละ ๑๐ บาททุกวัน ตั้งแต่วันที่๑มกราคมไปจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ขอท่านเจ้าอาวาสได้โปรดเมตตารับปัจจัย ที่ข้าพเจ้าได้ส่งธนาณัติมาพร้อมกับจดหมายนี้แล้วด้วยเทอญ เมื่อท่านเจ้าอาวาสวัดนั้น ๆ ได้รับธนาณัติที่เราส่งไปถวายแล้ว ท่านก็จะนำปัจจัยที่เราส่งไป จัดการใช้จ่ายในกิจการที่ทางวัดจำเป็นต้องใช้จ่ายต่อไป เราผู้ส่งเงินไปทำบุญก็จะถือว่า ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับทุกกิจกรรมการกุศล ที่พุทธบริษัททุกคนได้มาบำเพ็ญ ในวัดนั้น ทุกๆวันตลอดทั้งปี แล้วทุกวันตอนเช้า เมื่อเราตื่นมา ให้เราอธิษฐานดังนี้ทุกวันว่า สาธุ ข้าพเจ้าขออนุโมทนา และขอมีส่วนร่วม กับทุกกิจกรรมการกุศล ที่พุทธบริษัททุกท่าน มาร่วมบำเพ็ญ ที่วัดพุทธาราม ข้าพเจ้าขออุทิศบุญนี้ ให้แก่ เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาข้าพเจ้า ผู้มีพระคุณของข้าพเจ้า หมู่ญาติของข้าพเจ้า ขอให้ท่านจงมีส่วนในบุญของข้าพเจ้า แล้วจงโปรดเมตตา ยกโทษ อโหสิกรรม ให้อภัย และช่วยเหลือข้าพเจ้า ให้สะดวกปลอดภัย ให้เจริญรุ่งเรือง มีโชคมีลาภ คิดสิ่งใดให้สมปรารถนาทุกประการ ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อด้วยเทอญ เมื่ออธิษฐานดังนี้ในตอนเช้า จะช่วยให้เรามีโชคดีทั้งวัน ถ้าตอนเช้าลืมอธิษฐาน ให้อธิษฐานตอนช่วงระหว่างวัน หรืออธิษฐานตอนเย็น หรือตอนก่อนนอนก็ได้ ถ้าได้อธิษฐานดังนี้ทุกวัน จะช่วยให้ชีวิตพ้นอุปสรรคทั้งหลาย และประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองทุกประการ ที่ยกตัวอย่างวัดพุทธาราม เป็นการสมมุติชื่อขึ้นมา เพื่อสะดวกในการยกตัวอย่าง ฉะนั้นถ้าเราส่งธนาณัติ ไปทำบุญที่วัดใด ให้ใส่ชื่อวัดนั้นแทนชื่อวัดพุทธาราม ถ้าเราส่งธนาณัติไปทำบุญหลายวัด เวลาเราอธิษฐาน ก็ใส่ชื่อหลายวัดตามที่เราศรัทธา หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ๖๑๐๐๐ ท่านสอนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านว่า การนึกถึงวัดใดวัดหนึ่ง ก็เป็นบุญมาก สามารถปิดอบายภูมิให้แก่ผู้นึกถึงได้ เพราะว่า วัดเป็นที่ประกอบกิจกรรมในทางพระพุทธศาสนา การนึกถึงวัดที่เราบำรุงทุกวัน จึงเป็นบุญมาก วิธีทำบุญตลอดทั้งปีอย่างนี้ ไม่จำเป็นจะต้องส่งปัจจัยไปทำบุญตอนช่วงปีใหม่เท่านั้น เราจะส่งปัจจัยธนาณัติไปทำบุญตอนช่วงไหนก็ได้ ขอเพียงให้เราตั้งใจอธิษฐานบารมีว่า เราขอมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมการกุศล กับทุกท่านที่มาทำบุญที่วัดนี้ทุกวันตลอดทั้งปี ก็จะเกิดผลอานิสงส์บุญบารมียิ่งใหญ่ แก่เส้นทางการบำเพ็ญบารมีของเราเป็นอย่างยิ่ง คิดประกอบสัมมาอาชีพก็จะรุ่งเรือง คิดปฏิบัติธรรมก็จะเจริญอย่างว่องไว เข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ง่าย

หยุดกินเนื้อวัวกันเถอะ

วัวตัวหนึ่งร้องไห้น้ำตาไหลพราก เมื่อรู้ว่าจะต้องถูกฆ่าสังเวยงานบุญ วัวตัวนี้ถูกผูกไว้ที่ใต้ถุนบ้าน คนที่เดินผ่านไปมาก็เล็งกันว่า ฉันจะกินตับ ฉันจะกินไส้ ฉันจะกินเลือด ฉันจะกินเนื้อ วัวได้ยินเสียงปรารภของมนุษย์ จิตวิญญาณก็ห่อเหี่ยวเศร้าหมอง เมื่อรู้ว่าไม่รอดแน่แล้ว ตกกลางคืนจิตจึงมุ่งไปหาท่านผู้ทรงศีล ที่มีภูมิธรรมสูง ไปบอกท่านทางจิตว่า หากมีคนเอาเนื้อของตัวมาให้ท่านกิน ก็ช่วยกินเถิด แล้วก็ช่วยแผ่เมตตาให้เขาได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมด้วยเถิด อย่าได้เกิดมาเป็นสัตว์ให้เขาฆ่าแกงอีก หยุดกินเนื้อวัวได้ เป็นกุศลเพราะวัวนั้นได้ทำหน้าที่แทนผู้เป็นแม่ ในบรรดาเนื้อสัตว์ที่ให้คุณมากที่สุด เนื้อวัวเป็นสัตว์ที่มนุษย์ควรยกเว้น ไม่ว่าจะอยู่ในเชื้อชาติใด ศาสนาใด เพราะวัวนั้นได้ทำหน้าที่แทนผู้เป็นแม่ด้วยการผลิตนมให้ลูกกิน นมวัวเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมนุษย์ สิ่งใดให้คุณต่อเรา เราย่อมสำนึกถึงคุณนั้น เราจึงต้องนึกถึงเสมอว่า วัวเป็นสัตว์มีบุญคุณ อย่าได้โหดร้ายถึงขนาดกินทั้งนมกินทั้งเนื้อ กินทุกอย่างโดยขาดความเมตตาต่อเขา วัวเหมือนเป็นสัตว์เทพ ด้วยไม่มีสัญชาติญาณที่โหดร้าย เพราะกินแต่หญ้า หากเราคิดว่าเหตุที่วัวกินหญ้านั้นเป็นธรรมชาติของมัน นั่นก็แสดงว่าฐานะเดิมทางจิตของวัวนั้นเป็นจิตกุศล "เมนูเนื้อลูกวัวย่าง" เคยได้ยินเพื่อนสนทนากันเรื่องเมนูเลิศรสที่อร่อยนักหนา หนึ่งในเมนูรสเด็ดนั้นคือ เนื้อลูกวัวย่าง ที่แสนอ่อนนุ่มและอร่อยเพราะเนื้อยังอ่อนนัก เกิดมาไม่ถึง ๒ ปีดีก็ถูกปิ้งเสียแล้ว คำว่า “ลูก” ฟังเมื่อใดใจก็อ่อนโยนเมื่อนั้น พอลูกถูกไปอยู่ในเมนู ฟังแล้วก็สลดด้วยสงสาร เมนูอาหารรสเด็ดสามารถสร้างดัชนีทดสอบความอ่อนโยนในจิตใจมนุษย์ได้ ไม่เชื่อก็ลองฝึกสังเกตอ่านเมนูให้ละเอียดแล้วจะรู้ว่า "เมนูเนื้อกระต่ายทอดกรอบหรือ เนื้อม้าอบซอสมะเขือเทศ “น่าอร่อยหรือน่าเวทนา" *การกินเนื้อกระต่ายและเนื้อม้า มีอยู่จริงในประเทศฝรั่งเศส หลวงปู่เทสก์ เทสรังสีท่านเทศน์ไว้ว่า "ตัวเราของเราก็เป็นป่าช้าที่ฝังผีของสัตว์ต่างๆ มีหมู วัว เป็ด ไก่ เป็นต้น ซึ่งเราขนมาฝังอยู่ทุกๆวัน" การตายของสัตว์ที่ถูกฆ่ากินเป็นอาหาร เป็นการตายก่อนอายุขัย หมายถึงตายก่อนวัยอันควร เช่น วัวมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ ๒๕ ปี เมื่อถูกฆ่าตายเสียก่อน จิตวิญญาณก็ไม่มีที่ไป ต้องวนเวียนอยูในสภาวะก่อนตาย คือ วนเวียนอยู่กับคนที่ฆ่าและคนที่กินตัวเอง โดยเฉพาะหากปลงไม่ได้ที่ต้องกลายมาเป็นอาหารอันโอชะ จิตก็จะเกิดเป็นแรงแค้น และส่งกระแสจิตที่คับแค้นมาแทรกกระแสจิตของคนที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดเป็น ความหม่นหมอง สับสน หดหู่ นอนไม่หลับ ร่างกายก็อึดอัดไม่สบาย กลายเป็นที่มาของการ สะสมโรคภัย ต่างจากการบริโภคผักหรือสลัด ผู้บริโภคจะรู้สึกโปร่ง เบาสบายทั้งกายและใจ เพราะไม่มีกระแสจิตมาแทรก

ปัจฉิมโอวาท 8 ประการ ของท่านวิปัสสนาจารย์

พระอาจารย์ ท่านวิทยากร ในโครงการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจด้วยการ วิปัสสนากรรมฐาน มักจะให้ ปัจฉิมโอวาท หรือให้โอวาทครั้งสุดท้ายก่อนปิดการอบรมการวิปัสสนากรรมฐาน คือ ประการที่ 1 ให้เกิดความภูมิใจต่อบุญกุศลและประสบการณ์ที่ได้รับจากการมาร่วมเข้าหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐาน โดยคิดไปจนวันตายว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา เราได้ประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมอย่างไรบ้าง ปกติคนทั่วไป คนที่ไม่มีบุญ ทำได้ยาก แต่เราทำได้แล้ว เราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน เป็นเรื่องปัจจัตตัง เรามีโอกาสทำพร้อมกัน ทั้ง ให้ทาน รักษาศีล และ เจริญสมาธิ และปัญญาไปพร้อม ๆ กันในคราวเดียวกัน ประการที่ 2 อย่าได้ทอดทิ้งการปฏิบัติ เมื่อเรากลับไปที่บ้านของเราแล้ว ถ้าหากเราทอดทิ้งแล้ว สิ่งเหล่านี้จะหายไปหมด อย่าได้ทอดทิ้ง ถ้าเราไม่ทอดทิ้งการปฏิบัติของเราจะสืบต่อไปได้ ทำให้เกิดบุญกุศล เกิดความก้าวหน้าในชีวิตของเรา อย่างน้อยให้ปฏิบัติติดต่อกัน 2 ปี ให้เป็นนิสัย ก่อนนอน ตื่นนอน ครั้งละ 20 นาที ถึงครึ่งชั่วโมง วันใดไม่ว่างจริง ๆ ก็ชดเชยวันเสาร์และอาทิตย์เอาบ้างก็ได้ หรือในวันที่พอมีเวลา แต่ทำให้เป็นปกติ จะเป็นความสุขใจ เป็นบุญกุศล เป็นความก้าวหน้าในชีวิตของเรา โดยการหยุดความคิดทั้งปวงโดยการเจริญสมาธิ และควบคุมความคิดโดยการเจริญสติให้รู้เท่าทันในสิ่งที่ปรากฏ โดยการทำใจให้เป็นอุเบกขา จิตเราก็จะไม่ทุกข์โดยการตั้งเจตนา มีความตั้งใจด้วยความเพียร โดยมีสติตลอดเวลา ว่าเราจะคิดแต่สิ่งที่เป็นกุศล สิ่งที่ดี เพื่อจะได้พูดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี และถูกต้องตลอดชีวิตที่เหลือของเรา ประการที่ 3 ให้แนะนำคนที่ควรแนะนำบ้าง ศาสนาของเราดำรงมั่นมาได้จนถึงปัจจุบัน ก็เพราะว่าปู่ย่าตาทวด บรรพบุรุษของเรา ภิกษุสงฆ์ ท่านแนะนำสั่งสอนกันมา ลูกหลานของเรา เพื่อนฝูงญาติมิตรของเราจึงได้รับพระพุทธศาสนา เข้าใจหลักธรรมที่นำไปปฏิบัติ ก็เนื่องมาจากว่าเราชาวพุทธช่วยกัน ถ้าเราไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วยศาสนาของเรา เราก็ต้องช่วยกันแนะนำ ทั้งการพูดและการเขียน แต่ขอย้ำว่า ให้แนะนำคนที่ควรแนะนำเท่านั้น ไม่ต้องแนะนำทุกคน เพราะคนบางคนไม่อยู่ในฐานะที่ควรแนะนำ แม้อยู่ใกล้ชิดกัน เพราะคนบางคนไม่อยู่ในฐานะที่ควรแนะนำ แม้อยู่ใกล้ชิดกัน อยู่ในบ้านเดียวกันกับเรา ญาติพี่น้องของเรา หรือผู้ที่เกี่ยวพันกับเรา ถ้ายังไม่ถึงเวลา ปล่อยเขาไปก่อน ให้แนะนำคนที่ควรแนะนำเท่านั้น อย่าพูดโกรธคนที่ไม่เชื่อคำแนะนำ เพราะบุญของเขายังไม่ถึงระดับ แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงสอน เวไนยสัตว์ ซึ่งแปลว่า ผู้ที่ควรแนะนำ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงแนะนำผู้ที่ควรแนะนำ ทรงสอนผู้ที่ควรสอน ไม่ได้ทรงสอนทุกคน ประการที่ 4 ให้มีศีล 5 ตลอดชีวิต ศีล 5 ไม่เหลือวิสัยที่จะรักษาเป็นประจำ เราในฐานะเป็นชาวบ้าน อาจจะขาดบ้างก็อธิษฐานขึ้นใหม่ก็มีศีลตามเดิม เหมือนเมื่อเราสกปรกเราก็ล้างหรืออาบน้ำเสียใหม่ เราก็สะอาดตามเดิม เสื้อผ้าเราสกปรกเราซักเสีย เราก็มีเสื้อผ้าดีสวมใส่ตามเดิม ศีลของเราขาดไป อธิษฐานขึ้นใหม่ ไม่ต้องพบพระก็ได้ ก็เป็นศีลตามเดิม เพราะฉะนั้น ให้อยู่อย่างมีศีล อยู่อย่างสมภาคภูมิใจความเป็นชาวพุทธ เราอาจตั้งใจไว้ก็ได้ว่า วันใดไม่มีศีล วันนั้นไม่ออกจากบ้าน เพราะมันไม่เป็นมงคลก็ได้ ประการที่ 5 ให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกครั้ง วันใดถ้าไม่สวดมนต์อย่านอน มันไม่เป็นมงคล จะสวดมากสวดน้อยแล้วแต่มีเวลา มีเวลาน้อยก็สวดน้อย มีเวลามากก็สวดมากหน่อย แต่ไม่ควรสวดเป็นชั่วโมง อย่างมากก็ประมาณ 10 – 20 นาทีก็พอ อย่างน้อยหนึ่งนาทีก็ยังดี ดีกว่าไม่สวดเลย ประการที่ 6 ให้นำสิ่งที่ได้รับไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้ การฝึกนี้เราต้องนำไปใช้ ไม่ใช่ฝึกไว้โชว์ ไม่ใช่ฝึกไว้อวดใคร แต่ฝึกเอาไว้ใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับตัวเรา สำหรับครอบครัว และประเทศของเรา เช่น จะพูดจะทำเรื่องใดก็ตาม ต้องตั้งใจคิดในทางที่เป็นกุศล คิดให้ดี ให้รอบคอบ พูดและทำให้ดีและถูกต้อง ผลของการคิดดี พูดดี และทำดีนั้น จะส่งเสริมให้บุคคลแต่ละคน องค์กร สังคม และประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้าด้วยความมั่นคงสวัสดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นก็มีหลักธรรม เพื่อความสงบสุขในสังคม 5 อย่าง คือ 1. ขันติ (มีความอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พอใจ) 2. เมตตา (มีความปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุข) 3. เสียสละ 4. ให้อภัย และ 5. ปล่อยวาง (ทำใจเป็นอุเบกขาเมื่อช่วยเหลือใดๆมิได้) ขอให้นำธรรมะนี้ไปใช้ จะมีคุณค่า แน่นอนต่อชีวิตของเรา ชีวิตของเราจะดีขึ้นและรุ่งเรืองขึ้น ด้วยอำนาจพระธรรมที่เข้าคุ้มครองรักษา ประการที่ 7 ให้มาทบทวนการปฏิบัติของตนตามเวลาอันสมควร เราควรหาเวลามาทบทวนการฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา วิปัสสนาภาวนา อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง ก็ยังดี มีปัญหามากๆ อย่างน้อยก็ไม่ควรปีละครั้ง โดยควรจะฝึกทั้ง 2 อย่างเพราะสมาธิกับปัญญาต้องช่วยเหลือกัน สำหรับผู้บังคับบัญชาที่มีจิตใจคับแคบ ชอบพูดจาขัดขวางทางบุญของผู้ใต้บังคับบัญชา ระวังทุคติภูมิจะเป็นของท่าน แม้ท่านให้ทานรักษาศีล แต่เทียบมิได้กับการปฏิบัติธรรม หรือการเข้าวิปัสสนาภาวนา ตัวเองไม่พร้อมจะเข้าวิปัสสนา ก็ไม่ควรขัดขวางผู้อื่นด้วยการพูดจา ประการที่ 8 ถ้าใครถามให้ตอบเท่าที่จำเป็น อย่าได้โอ้อวด เราเป็นศิษย์พระพุทธเจ้า ไม่ต้องโอ้อวด ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน การโอ้อวดไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า และอย่าได้ดูหมิ่นอาจารย์อื่นเขา ทุกสำนักสอนให้ดีทั้งสิ้น แล้วแต่จะดีน้อย ดีมากเท่านั้นเอง เพราะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ถ้ามีคนอื่นถามก็ตอบเท่าที่จำเป็น ต้องมองดูว่า คนถามนั้นเขาถามเพื่อรู้หรือว่าถามเพื่อต้องการถามไปอย่างนั้นเอง หรือต้องการจะข่มเรา ถ้าเขาต้องการถามเพื่อรู้ก็ตอบเท่าที่รู้ ถ้าถามเพื่อข่มหรือถามไม่อยากรู้ ก็ตอบเท่าที่จำเป็น เช่น เขาถามว่า มาฝึกกรรมฐานคราวนี้ได้อะไรบ้าง ก็ตอบว่า ได้ความสงบ ถ้าเขาถามว่าสงบอย่างไร ก็ตอบว่า “ต้องไปปฏิบัติเอาเอง จึงจะรู้” ไม่ต้องพูดมาก แค่นี้ก็พอ

อยู่ตรงกลาง ดูนอก ดูใน ไม่เข้าไม่ออก

สมัยเด็กหลวงพ่อเคยไปกับโยมแม่ไปปลูกแตง ปลูกถั่ว เวลาฝนตกใหม่ๆ เวลาโยมแม่เอาเมล็ดแตงเมล็ดถั่วปลูกโยนลงไป โยมแม่จะพูดออกไปว่า, “คนกินเป็นบุญ นกกินเป็นทาน นกกินเป็นทาน คนกินเป็นบุญ” มันทำให้เราสบายใจดี เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป เราก็จะคิดไปว่ามันจะได้ผล จะขาดทุน จะกำไร จะเสียหายอย่างไร ตรงนี้มันสิ้นเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ, บางทีก็นับวันเวลาไปเรื่อย ลักษณะนี้แสดงว่ายังเป็นผู้ไม่รู้, , แต่บางคนก็เป็นผู้รู้ไปแล้ว เข้าไปง่ายๆ ถลำเข้าไปในความคิด ไปปรุงแต่ง ตัวสังขารไปปฏิบัติธรรม ตัวหลงมันปฏิบัติธรรม ปฏิบัติอยู่ก็ยังหลงอยู่ รู้แล้วไม่รู้แล้ว, อยู่กับความรู้ อยู่กับความไม่รู้ อยู่กับความผิด อยู่กับความถูก ถ้าเข้าไปอยู่มันจะเห็นได้อย่างไร มันก็เลยอยู่ในถ้ำ, หลวงปู่เทียนท่านสอนพวกเรา สมัยที่หลวงพ่อปฏิบัติใหม่ๆ หลวงปู่เทียนท่านให้เข้าไปในกุฏิของท่าน, แล้วบอกว่า “เอ้า ปิดประตู ปิดประตู” หลวงพ่อก็ปิดประตู หลวงปู่เทียนก็ถามว่า “เห็นข้างนอกไหม” ท่านก็ตอบว่า “ไม่เห็นครับ” หลวงปู่เทียนก็ถามอีกว่า “ถ้าไม่เห็นแล้ว จะทำอย่างไรจึงจะเห็น” นั่นก็คือ ต้องเปิดประตูนั่นเอง นี่แสดงให้เห็นว่า อย่าพยายามเข้าไปอยู่ อย่าไปเอา อย่าไปเป็น เป็นผู้ผิด เป็นผู้ถูก เป็นผู้ได้ เป็นผู้ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นมันก็เหมือนมีม่านมาขวางกั้น มันไม่ตรง มันไม่เปิดออก มันไม่เปิดเผย ว่าด้วยเรื่องกรรม การกระทำให้กำหนดรู้ ต้องรู้สึกตลอดเวลา ไม่ว่าจะพลิกมือขึ้นหรือยกมือขึ้นต้องรู้ เวลามีคนมาปฏิบัติธรรมหลวงพ่อจะให้เขากำหนดเช่นนี้ ราว ๓๐ นาที ต่อจากนั้นก็จะพาเขาเดิน เดินก้าวไปให้รู้ เขาก้าวไปที่ใด หลวงพ่อก็จะเอามือเคาะแขนเขาให้เขารู้ว่า ความรู้สึกว่า “รู้” มันเป็นแบบนี้ จากนั้นเมื่อเดินอีกสัก ๓๐ นาที ก็เรียกเขามานั่ง ให้เขายกมือสร้างจังหวะอีก เขาได้สัมผัสกับความรู้สึก ให้ตัวสัมผัสอยู่กับสติอยู่กับกาย ก็ถามเขาว่า เมื่อกี้คุณมีสติอยู่กับกาย จิตใจของคุณคิดไปทางอื่นบ้างไหม ในหมู่พุทธบริษัท จุดอื่นมันไม่บกพร่องกันหรอก มันมักจะบกพร่องกันในจุดนี้ พุทธศาสนาเกิดขึ้นตรงนี้ พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ ก็เกิดขึ้นตรงนี้ ตรงนี้เป็นที่เกิดของพุทธภาวะ คือ ภาวะที่รู้ แม้แต่ที่หลวงพ่อพูดอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใช่ฟังแล้วจำ แต่ให้ฟังแล้วทำ ฟังแล้วกระทำ ทำอยู่ในกายในใจของเรา สัมผัสอยู่กับตัวเรา พอหลวงพ่อพูดถึงสติ เราก็รู้ รู้อยู่กับการได้ยิน สิ่งที่หลวงพ่อพูดก็มีอยู่กับเรา อยู่กับตัวเรา คล้ายกับว่ายิ่งหลวงพ่อพูด เราก็ยิ่งเห็นตัวเรา เห็นอะไรเห็นในสิ่งที่หลวงพ่อพูด เช่นความรู้สึก เราก็มีความรู้สึก อยู่เฉยๆ ก็มีความรู้สึก ถ้าเราชำนาญอาจจะไม่ต้องยกมือเคลื่อนไหวก็ได้ นั่งอยู่เฉยๆก็มีความรู้สึก กระพริบตาก็รู้สึกได้ หายใจก็รู้สึกได้ ตัวรู้ที่มาที่ไป รู้การกระพริบตาก็เป็นความรู้สึก สติตัวรู้ที่ไปรู้ลมหายใจ ก็เป็นความรู้สึก คือสติ ความรู้ที่กระดิกนิ้วมือ ก็เป็นความรู้สึก คือสติ อยู่เฉยๆ ก็เป็นสติ อยู่ที่ไหนก็เป็นสติ แม้แต่อยู่เฉยๆ นั่งเฉยๆ ก็เป็นความรู้สึกตั

happy birtday all friend just graduation



My name is phra. vesna seng and I have just graduated from faculty of humanities, major in English at mahamakut Buddhist university, I know that English language is used worldwide and working, staying, and researing language after I graduated B.A I feel not enough education in English therefore, I word like to curate the M.A. for English major . Could you please allow me to register for M.A. faculty of humanities, major on English, in mahamakut university , that I have a good chance to resume M.A. I will try to study M.A. out of my what a heart. All an all I want to thank director of M.A. an advent to let me study MA May Buddha Dhamama, sangha bless you

จัดกิจกรรมครบรอบ 4 ปี 4 เดือนส่งท้าย"หลินปิง"


 
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 ก.ย. ที่ส่วนจัดแสดงหมีแพนด้า ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ ดร.สิงห์ทอง บัวชุม คณะกรรมการด้านนโยบายและกำกับดูแลเพื่ออภิบาลหมีแพนด้า เป็นประธานเปิดกิจกรรมอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้หมีแพนด้า หลินปิง ในโอกาสที่มี อายุครบ 4 ปี 4 เดือน เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะส่งตัวกลับไปจับคู่ผสมพันธุ์ที่ประเทศจีน โดยมี นายธนภัทร พงษ์ภมร ผอ.สวนสัตว์เชียงใหม่ พร้อมแฟนคลับเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ซึ่งทางพี่เลี้ยงได้ปล่อยหมีแพนด้าหลินปิงให้ออกมากินเค้ก ซึ่งทำจากน้ำแข็งสลักเป็นรูปตัว “K” มีไผ่ และแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นของโปรดของหลินปิงวางไว้ โดยมีแฟนคลับของหลินปิงเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จากนั้นในช่วงบ่าย พล.อ.อ.พงศธร บัวทรัพย์ กรรมการด้านนโยบายและกำกับดูแลฯ หมีแพนด้า ได้เป็นประธานพิธีสู่ข้าเอาขวัญ หมีแพนด้าหลินปิง เพื่อความเป็นสิริมงคล และช่วยให้เกิดความโชคดีในการเดินทาง รวมถึงการเลือกคู่ที่ประเทศจีน โดย อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองล้านนา จากสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้นำในการทำพิธีดังกล่าว
โดย สพ.ญ.กรรณิการ์ จันทรังษี หัวหน้างานอนุรักษ์ ฝ่ายอนุรักษ์ วิจัยและสุขภาพสัตว์ สวนสัตว์เชียงใหม่ แพทย์ประจำตัวแพนด้า เปิดเผยว่า จัดกิิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อ ฉลองวันเกิดให้แพนด้าหลินปิงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมีการเดินทางไปเลือกคู่ และอยู่ที่ประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี ดังนั้นทางพี่เลี้ยงจึงได้ให้หลินปินได้กินอาหารมากขึ้น เพื่อเป็นการอวยพรส่งท้าย ทั้งเรื่องของไผ่ตง ที่หลินปิงชอบก็มีจำนวนมากขึ้น และแอปเปิ้ล ปกติจะให้เพียงวันละ 2 ลูก แต่วันนี้เพิ่มเป็น 4 ลูก ส่วนในเรื่องของการเดินทางของหลินปิงนั้น จากกำหนดการณ์เดิมจะไปยังศูนย์ทั่วฮั่วหลง แต่ขณะนี้ทางจีนได้แจ้งกลับมาว่า ขอให้นำหลินปิงไปอยู่ที่ศูนย์แห่งใหม่ที่ตูเจียงเอี้ยน ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางที่สั้น และสะดวกปลอดภัยในเรื่องของการเดินทางมากกกว่า  อีกทั้งศูนย์แห่งนี้ก็มีหมีแพนด้าอยู่แล้วถึง 10 ตัว หลินปิงจะไปเป็นตัวที่ 11 ของศูนย์ ซึ่งในช่วงของการเดินทางจะมีทางสัตวแพทย์และพี่เลี้ยง รวมทั้งหมด 5 คน เดินทางไปด้วย เนื่องจากทางผู้เชี่ยวชาญของจีนได้แจ้งมาว่า พาสปอร์ตนั้นไม่เสร็จ ดังนั้นให้ทางทีมวิจัยของไทย ขนส่งหมีแพนด้าเองได้ทันทีในวันที่จะทำการขนย้าย ซึ่งทางทีมที่เดินทางไปนั้น ก็ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว จึงมั่นใจว่าไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอน สำหรับเรื่องนี้ และหลินปิงก็คุ้นเคยกับเสียงเครื่องบินแล้ว เพราะทางพี่เลี้ยงได้มีการนำเสียงเครื่องบิน เสียงในห้องผู้โดยสาร มาเปิดให้หลินปิงฟังตลอด เพื่อให้คุ้นเคยกับเสียงดังกล่าว และก็จะมีการฝึกจนนาทีสุดท้ายก่อนการเดินทางด้วย เพื่อไม่ให้หลินปิงเกิดการตื่นตระหนก และอาหารของหลินปิง รวมถึงของเล่นก็มีการเตรียมพร้อมไว้แล้วเช่นกัน ซึ่งเหลือแต่รอเวลาในการเดินทางเท่านั้น
ด้าน ดร.สิงห์ทอง บัวชุม คณะกรรมการด้านนโยบายและกำกับดูแลเพื่ออภิบาลหมีแพนด้า  เปิดเผยว่า กำหนดการการเคลื่อนขบวนและพิธีการส่งมอบหมีแพนด้าหลินปิง เพื่อเดินทางไปเลือกคู่ ในวันที่ 28 ก.ย. เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมยานพาหนะ และจัดลำดับผู้เข้าร่วมขบวนเฉลิมฉลองตามรูปแบบการเคลื่อนขบวน บริเวณหน้าส่วนจัดแสดงสัตว์แอฟริกา สวนสัตว์เชียงใหม่ จากนั้นในเวลา 07.00 น.ขบวนเฉลิมฉลองเริ่มออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่ไปยังสนามบินนานาชาติจังหวัดชี ยงใหม่ ส่วนหลินปิงนั้นทางพี่เลี้ยงจะทำความสะอาด และนำเข้ากรงขนย้ายในเวลา 08.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่หลินปิงเคยฝึกเข้ากรงขนย้ายเป็นประจำ จากนั้น ในเวลา 09.30 น. ก็จะเคลื่อนย้ายหลินปิงออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่ ไปยังสนามบินนานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น บริเวณลานจอดรถประตู ที่ 1 โซน G ภายในสนามบินฯ ก็จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย เพื่อเป็นการอวยพรและอำลาหลินปิง โดยจะมีการแสดงนาฏศิลป์ฟ้อนรำของสาธารณรัฐประชาชนจีน การแสดงนาฏศิลป์ฟ้อนรำพื้นเมืองล้านนา จากนั้นก็จะเริ่มพิธีการส่งมอบหมีแพนด้าหลินปิงเพื่อเดินทางไปเลือกคู่ และให้ผู้แทนฝ่ายองค์การสวนสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมกล่าวขอบคุณ ผู้แทนฝ่ายสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในการเปิดโอกาสให้หมีแพนด้า "หลินปิง" เดินทางไปเลือกคู่
จากนั้นผู้แทนฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน จะกล่าวขอบคุณประชาชนชาวไทยที่ได้ดูแลหมีแพนด้า "หลินปิง" ตั้งแต่เกิดมาเป็นอย่างดี  และจากนั้นในเวลา 09.45 น. ขบวนรถขนส่งหมีแพนด้าหลินปิงที่วิ่งออกมาจากสวนสัตว์เชียงใหม่ เดินทางมาถึง สนามบินฯ และเคลื่อนที่ผ่านหน้าประธานฯ ในบริเวณพิธี และทางประธานในพิธี ก็จะเดินไปฉีกปฏิทินแผ่นสุดท้ายออก เพื่อเป็นสัญญาณในการส่งหลินปิง และเวลา 10.30 น. เครื่องบินเดินทางออกจากสนามบินนานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ สู่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง หากนับตามเวลาประเทศไทยก็จะถึงเวลาประมาณ 12.30 น. หากเป็นเวลาจีน ก็จะเป็นช่วงเวลา 13.30 น.

หนุ่มใหญ่ลอยอืดกลางแม่น้ำท่าจีน

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 27 ก.ย. ร.ต.ท.สุเมธ สุขศรัทธา ร้อยเวร สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งพบศพลอยกลางแม่น้ำท่าจีน บริเวณหน้าวัดประสพสุข หมู่ 2 ต.ทับตีเหล็ก จึงไปตรวจสอบ พร้อม ร.ต.อ.เจริญ หลำคำ ร.ต.ต.มานะ นาคานุสนธ์ รองสว.สส. ชุดสืบสวน แพทย์เวร รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช และหน่วยกู้ภัยเณรแก้ว ที่เกิดเหตุ พบศพชาย ลอยคว่ำหน้าติดคากอไผ่ สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำตาล สวมทับด้วยเสื้อเชิ๊ตแขนยาวลายสก็อต กางเกงขายาวสีกรมท่าลักษณะหัวโล้น สูงประมาณ 160-165 เซนติเวตร อายุประมาณ 50-60 ปี ที่ด้านข้างศีรษะ และต้นขาขวา มีรอยคล้ายถูกของมีคมบาดเสียชีวิตแล้วประมาณ 2-3 วันสภาพศพเริ่มขึ้นอืด ส่งกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่จึงนำขึ้นจากน้ำมาทำการตรวจพิสูจน์ จากการสอบสวนสอบเบื้องต้น ไม่พบหลักฐานว่า ผู้ตายเป็นใคร สอบถามชาวบ้านใกล้เคียงที่พบศพไม่มีใครรู้จักว่าผู้ตายเป็นใคร เจ้าหน้าที่จึงส่งศพไปตรวจพิสูจน์สาเหตุการตายอย่างละเอียดที่สถาบันนิติวิทยาศาตร์ พร้อมกับสืบสวนว่าผู้ตายเป็นใครเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

Thaksin 'paid popstar B1m to perform'



Pop superstar Baitoey R Siam has admitted to being paid one million baht to perform at parties organised by former prime minister Thaksin Shinawatra.
Baitoey R Siam has admitted that former prime minister Thaksin Shinawatra paid her 500,000 baht to perform at a party, on two occasions. (Photo by Seksan Rojjanametakun)
The famous singer and actress whose real name is Suteevan Taveesin, 26, is known for her trademark micro-shorts and sexy dancing.

She told reporters on Wednesday that she had performed for the former premier on two occasions and was paid 500,000 baht for each show.

She said Thaksin has good ties with her record label, RS, and that the label had selected her and other artists to perform at his parties.
"I performed at one of his parties in Hong Kong, where there were many politicians, as well as artists from different labels. I sang, dined and had a casual conversation with him," Baitoey said.
"He's a good man and he did not know me before, since he has been living abroad. I feel for him because he wants to listen to Thai songs and wants to return home, and I was just doing my job by making him feel like he was at home listening to Thai songs."
The celebrity added that she went shopping with one of Thaksin's aides after the party and got herself a brand-name handbag, and that his family gave her a discount for buying a 20-million baht house from SC Asset's Grand Bangkok Boulevard. SC Asset Corporation Plc, is the SET-listed property arm of the Shinawatra family.
When reporters asked her if she plans to put on any more personal shows for Thaksin, she said: "Travelling abroad is a profit in itself", adding: "I want people to see that I take responsibility in my job. We didn't do anything immoral. My work and personal life are separated."

Baitoey elevated to superstar status after the single Splash Out was released earlier this year. The music video has garnered more than 64 million views on YouTube since it was posted on May 1, 2013.

Thaksin's son Panthongtae "Oak" Shinawatra wrote on his Facebook page that Baitoey had sung karaoke with his father on two occasions in Hong Kong and Singapore, and that the last incident took place two years ago.
According to Oak, a brother of one of Thaksin's visitors knew Baitoey, so the visitor invited her to meet his father. At the time, Baitoey was not as famous as she is now, he added.
"My family, including my mother and sisters, understand the situation well and I was there every time when Baitoey came to perform," Oak wrote.
Oak also wrote that he hoped his father's opponents would not harass Baitoey over the incident.
Noppadon Pattama, Thaksin's legal adviser, said he was present when Baitoey performed at an event in Singapore, adding that hundreds of people travel to meet the former prime minister.
"I can understand that artists have fees but the former premier does not know who paid for her," Mr Noppadon said.
Kampanart Tansithabudhkun, renowned psychiatrist and former host of a sex education TV programme, posted a Facebook message saying that he was told by a celebrity friend that a female singer - not Baitoey - was paid one million baht to meet the "man who everybody knows" and that her job was not to sing for him.
Dr Kampanart claimed that the singer travelled to the Middle East to meet the man, but said she did not simply go to sing and dine with him, rather that her job was to "put something in her mouth".
"After listening to the news today, I can't help but wonder if they fall into the same category," he said.

Thai spikers beat China, head to final



NAKHON RATCHASIMA - Thailand beat defending champions China in five thrilling sets in the semi-finals of the 17th Asian Women's Volleyball Championship in Nakhon Ratchasima on Friday evening.

Thailand's volleyball players celebrate after a hard-fought five-set match with China on Friday.
The scores were 19-25, 25-19, 25-22, 21-25 and 16-14.
It was another big win for the host country which defeated Japan, the tournament's second seed after China, earlier in the tournament.
In Saturday's final at 6pm, Thailand, ranked 16th in the world, will meet Japan, which prevailed over South Korea late Friday. Japan won the championship the last time it was held in Nakhon Ratchasima, in 2007.
The Thais have won the Asian title only once before, in 2009 when they defeated the Chinese, who are 12-time Asian champions. In 2011, Thailand finished fourth in the tournament.
The Chatchai Hall, the 5,000-seat venue where Thailand and China competed, was surrounded by floodwater on Friday due to heavy rain.
However, people had started queueing to buy tickets for the match at 4am and there were some disturbances.
Stadium officers had to regulate the queues by allowing one person to buy a single ticket only, causing dissatisfaction among family members who wanted to take their children to the event.

Please credit and share this article with others using this link:http://www.buddhacool.com

Thai spikers crowned Asian champions after beating Japan

 NAKHON RATCHASIMA - Thailand downed Japan in three sets to take the Asian Women's Volleyball Championship in a packed stadium in Nakhon Ratchasima on Saturday.




A Thai player hits a shot against Japan in the final of the Asian Women's Volleyball Championship final in Nakhon Ratchasima on Saturday. (Photo by Thanarak Khoonton)
After a see-saw first set in which the Thai team edged second-seeded Japan 25-22, the Thais never looked back. They easily won the second and third sets 25-18 and 25-17 in a raucous Chatchai Hall.
It was the best performance of the tournament for the Thai side, which appeared to improve with every match following a shocking loss in the Sept 13 opener to Kazakhstan 24-26, 24-26, 25-17 and 20-25.
In the third-place match earlier on Saturday, South Korea defeated top seed China in five sets.
The Japanese national team looks dejected after being beaten by Thailand in three sets. (Photo by Thanarak Khoonton)
Massive crowds formed a two-kilometre queue on a rainy Saturday morning to get tickets for the final featuring a Thai side ranked 16th in the world.
An estimated 10,000 fans packed the grounds in front of the 5,000-seat Chatchai Hall and had spilled onto the main road for almost two kilometres by the time tickets went on sale at 9am.
Each person was entitled to purchase only one ticket and not allowed to buy tickets for other people in order to ensure fairness.
The tickets cost 100 and 200 baht, but scalpers were asking 1,000 to 2,000 baht after the hall sold out, reports said.
Police officers were deployed to maintain order and prevent possible crimes.
The excessive number of spectators prompted the organisers to sell an additional 400 standing-room tickets. They were priced at 100 baht each and distributed to people through a drawing of lots early in the afternoon.
As well, the dome on the stadium premises had televisions and giant projection screens to allow people who missed out on tickets to watch the match there.
A Facebook page called "Thailand Volleyball" reported that a man had travelled from Samut Prakan and was seen camping out in front of the hall at 2am, waiting to buy a ticket. Some media reports said another group of fans had waited outside the stadium since 10pm Friday.
The Thai team on Friday pulled off a brilliant 3-2 win against defending champions China to reach the final after coming from behind to stun the 12-time Asian champions 19-25, 25-19, 25-22, 21-25,16-14.
Thais pack the Chatichai Hall to cheer the Thai volleyball team in the final. (Photo by Thanarak Khoonton)
Thailand had upset Japan in an earlier contest on Monday. The Thais stunned the 2012 Olympic bronze medallists 25-15, 25-23, 23-25, 30-28 in their first win over the three-time Asian champions this year after defeats at the World Grand Prix in Turkey and this month's World Championship qualifying tournament in Japan.
Thailand qualified for the World Championship next year in Italy by virtue of its performance in Japan.
Japan came to the Asian final by beating South Korea 25-22, 19-25, 25-19, 25-20 in another semi-final on Friday. The Japanese were in their second straight final after losing to China in the 2011 showdown.
The Thais have won only one Asian title in 2009 when they defeated the Chinese in the final. They finished fourth two years ago after being defeated by South Korea 22-25, 26-24, 23-25, 27-25 and 15-13 in a five-set thriller.

Thailand steamroll japan in decider



NAKHON RATCHASIMA - Thailand secured arguably their greatest ever win when they whitewashed Japan 3-0 in the Asian Women's Volleyball Championship final for their second continental crown on Saturday.











World No.16 Thailand proved too strong for world No.3 Japanese in their 25-22, 25-18, 25-17 victory at a packed Chatchai Hall. 
The Thais also defeated Japan in a relatively meaningless match earlier in the Nakhon Ratchasima tournament after they lost to the Olympic bronze medallists in a World Championship qualifying event in... 
Any suggestions that the win was a fluke were silenced on Saturday when Thailand delivered a brilliant performance to shock Japan.   

'I thought we could beat them 3-0 if we played according to our plan - and my players did just that,'' said Thailand coach Kiattipong Radchatakriengkrai.   

''Our teamwork was great. Our serves and blocks were good. Japan also made some mistakes.'
The team will take a one-week break before returning to the training camp with their next assignment being the World Grand Champions in Japan in November.  

Thailand captain Wilavan Apinyapong, 29, was voted the Most Valuable Player of the tournament. 
She said the players were so proud of themselves to win the title although they began the tournament with a
The win also proves some of the older players of the team still have a lot to offer, she said.
''Some people said the team was too old after we lost the first match,'' a tearful Wilavan said. ''We prove them wrong. We fought very hard and became successful. We are still strong enough to win more...
Thai volleyball chief Somporn Chaibangyang said: ''We did better than expectations
. At Chatchai Hall, the final was a close encounter only in the first set, which was decided when Thailand scored five unanswered points to win 25-22. The Japanese looked out of sorts in the next two sets as the hosts wrapped up the tie with 25-18 and 25-17 wins.
In the semi-finals, Thailand sealed a thrilling 3-2 win against China, who also lost to Thailand in the final in 2009 when the Thais claimed their first ever Asian title
Having already sealed a place at the 2014 World Championship, Thailand earned a ticket to next year's World Grand Prix by reaching the semi-finals in Nakhon Ratchasima
As for Japan, it was their second successive defeat in the final, having lost to China in the 2011 event.
Massive crowds formed a two-kilometre queue on a rainy Saturday morning to get tickets for the final. Some of them reportedly stayed overnight at the ticket booths.
Thousands of fans packed the grounds outside the 5,000-seat Chatchai Hall and spilled on to the main road for almost two kilometres by the time tickets went on sale at 9am.
Each person was allowed to purchase only one ticket. Tickets were priced at 100 and 200 baht but were resold for up to 2,000 baht each, according to reports.
In the third-place play-off, world No.10 South Korea finished third for a second straight time after they came from two sets down to defeat title-holders China 13-25, 17-25, 25-21, 25-22, 15-11.
It was the first time that 12-time Asian champions China failed to finish in the top three of the biennial tournament.









Please credit and share this article with others using this link:http://www.buddhacool.com