พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้
ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้
ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า
กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ
คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป
ต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป
มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้
เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป
ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น การที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม
นี่หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด
ถ้าหากพระองค์ใดแนะนำว่า
ทำบาปแล้วตัดกรรมได้ อย่าไปเชื่อ
ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเรา
ในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด
ถ้าเด็กๆ ของเราไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรม
แล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ
หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป
เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า
ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป
มันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัดเวรนี่มีทาง
เพราะ เวร หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต
คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา
อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรม
กลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร
เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา
ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข
เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข
เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา
เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป
หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกัน
เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว
เราขอโทษซึ่งกันและกัน
ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน
เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป
แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก
บาปที่ทำแล้วมันแก้ไม่ได้
แต่นิสัยชั่วที่เราประพฤติอยู่นั้น มันแก้ไขได้
ท่านให้แก้กันที่ตรงนี้
ธรรมะ : ตัดเวรตัดกรรม
Posted by Unknown
Posted on 5:26 PM
with No comments
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้
ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้
ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า
กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจ
คือ เจตนาที่ทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป
ต่อเมื่อภายหลัง เรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป
มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้
เพราะใจเป็นผู้สั่งให้ กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป
ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น การที่เราจะไปทำพิธีตัดกรรม
นี่หมายถึง ตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด
ถ้าหากพระองค์ใดแนะนำว่า
ทำบาปแล้วตัดกรรมได้ อย่าไปเชื่อ
ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย จงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเรา
ในข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด
ถ้าเด็กๆ ของเราไปเข้าใจว่า ทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีตัดกรรม
แล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็กๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ
หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมได้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป
เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่า
ทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป
มันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัดเวรนี่มีทาง
เพราะ เวร หมายถึง การผูกพยาบาทอาฆาต
คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา
อย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรม
กลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร
เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา
ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข
เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข
เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา
เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป
หรืออย่างเช่น เราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกัน
เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว
เราขอโทษซึ่งกันและกัน
ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน
เวรที่จะตามมาคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป
แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก
บาปที่ทำแล้วมันแก้ไม่ได้
แต่นิสัยชั่วที่เราประพฤติอยู่นั้น มันแก้ไขได้
ท่านให้แก้กันที่ตรงนี้
พระบวชใหม่ทำอย่างไรให้จิตสงบ
Posted by Unknown
Posted on 5:25 PM
with No comments

การอบรมพระภิกษุใหม่นั้น พระภิกษุใหม่ก็ต้องรู้จักข้อวัตรของตนเองก่อน และรู้จักอันตรายของภิกษุใหม่ คือ
๑. อดทนต่อคำสั่งสอนไม่ได้ เบื่อต่อคำสั่งสอนขี้เกียจทำตาม
๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากไม่ได้
๓. เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป
๔. รักผู้หญิง
ภิกษุสามเณรผู้หวังความเจริญแก่ตน อย่าให้อันตราย 4 อย่างนี้ย่ำยีได้ ต่อไปนี้องค์แห่งภิกษุใหม่ 5 อย่าง
๑. สำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์อนุญาต
๒. สำรวมอินทรีย์ 6 คือระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธัมมารมณ์ด้วยใจ
๓. เป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา
๔. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
๕. มีความเห็นชอบว่าบาปมี บุญมี มรรค ผล นิพพานมี
ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม 5 อย่างนี้ นอกจากนี้แล้ว จงทำข้อวัตรให้ตรงต่อเวลาของกติกาในสำนักนั้น
ส่วนด้านภาวนาส่วนตัว เหมาะเวลาใดให้ทำเวลานั้น คือ บริกรรมภาวนาเช่นบริกรรม "พุทโธ" เป็นต้น อย่าสงสัยว่าธัมโม สังโฆอยู่ที่อื่น ก็อยู่ด้วยกันนั่นเอง แม้ 84,000 พระธรรมขันธ์ก็เช่นกัน
อนึ่ง เวลาเรากราบไหว้ครั้งที่ 1 ว่าพุทโธ อยู่ในใจ ครั้งที่ 2 ว่าธัมโม ครั้งที่ 3 ว่าสังโฆ แล้วยกขึ้นใส่หัวว่านิพพานนัง นี้หมายความว่าไหว้ย่อ ถ้าไหว้พิศดารก็แล้วแต่จะเห็นสมควร
และขอให้เข้าใจว่า เราไหว้ย่อนี้ครบ 84,000 พระธรรมขันธ์แล้ว เพราะสามารถขยายออกรวมกันได้ เหมือนเราเอากำปั้นตีดินลงตูมเดียว ก็ให้เข้าใจว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม อยู่ที่ไหน ตีถูกหมดแล้ว ดังนี้เป็นต้น เพราะหัดให้ปัญญาแตกฉานในธรรมะ และวินัยอยู่ในตัว
จะอย่างไรก็ตามขอให้มีศรัทธาเชื่อในพระพุทธศาสนา พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลักอยู่ที่หัวใจไม่ต้องสงสัยเลย เมื่อความเชื่อป็นหลักอยู่ในหัวใจแล้ว สิ่งอื่นๆ ก็ย่อมเป็นไปเอง ในวงศ์ของพระพุทธศาสนาถ้าความเชื่อไม่มีในหัวใจเป็นหลักแล้วสิ่งอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นของเหลือวิสัยไปหมด การฝนทั่งให้เป็นเข็มก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่เหลือวิสัย…ดังนี้ เป็นต้น ถ้าไม่อย่างนี้แล้วก็ถอยศรัทธาหมด
และการภาวนาก็ให้บริกรรมติดต่ออยู่ทั้ง ยืน เดิน นั่ง นอน จะรวมหรือไม่รวมก็ไม่ต้องหากินทางคัดค้าน คำว่า " บริกรรม " คือกำกับอยู่กับภาวนานั่นเอง ถ้าบริกรรมไม่พอมันก็ไม่ลง ถ้าบริกรรมพอมันลงเอง ไม่ต้องบังคับดอก เมื่อมันลงรวมเป็นหนึ่งแล้วก็หยุดบริกรรมซะ ปล่อยให้มันพักอยู่นั่นเอง ถ้าไปเห็นสิ่งใดเป็นของแปลก หรือไม่แปลกก็ดี เป็นของน่ากลัวหรือน่าชอบก็ดี อย่าไปพะวงกับมันวางเฉยซะ ถ้านึกกลัวก็ให้คว้ากรรมฐานมาภาวนาอีก…อย่างนี้เสมอๆ ให้มันเห็นคุณในชั้นนี้เสียก่อน อย่าได้โลภไปในนโยบายอันอื่นเลย
ส่วนข้อวัตรของพระอาจารย์อันเป็นของประจำวันนั้น ก็ทำเท่าที่ท่านทรงอนุญาต ส่วนข้อวัตรส่วนรวม เช่นกวาดลานวัด เสนาสนะ เหล่านี้เป็นต้น ถึงเวลาก็ต้องไม่ดูดาย ต้องทำ มิฉะนั้นแล้วสมาธิ สมาบัติไม่เจริญ เอาท่านี้ก่อน ถ้าจะพูดไปมากผู้บวชใหม่ก็จะระอา แต่อาบัติปาราชิก 4 และสังฆาทิเสสนั้นเป็นอาบัติที่สำคัญมาก ผู้เป็นอาจารย์ต้องสอนให้รู้ให้ชัดทั้งคุณ และโทษนั้นๆ ด้วย จึงขอย่อจบเพียงนี้ก่อน
ป.ล. การนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบ หรือนั่งห้อยเท้า หรือยืน เดิน ก็แล้วแต่เห็นสม ส่วนนอนนั้นก็นอนตะแคงข้างขวา หรือจะหงาย หรือจะทางซ้ายก็แล้วแต่สะดวก เมื่อไม่หลับเพียงใดก็นึกบริกรรมภาวนาเพียงนั้น ถ้าหลับไปแล้วก็เป็นเรื่องของหลับไปซะ วันหนึ่งคืนหนึ่งคิดเฉลี่ยรวมกันหลับ 4 ช.ม. พอแล้ว การฉันอาหารถ้ายังอีก 4-5 คำ แล้วจะอิ่มก็ให้ดื่มน้ำซะ เรียกว่าฉันพอดี และเรียกว่าหลับพอดี นึกในใจว่าไม่เห็นแก่หลับมากนัก และไม่เห็นแก่ฉันมากนัก นี้เรียกว่าปฏิบัติไม่ผิด
๓ วิธีหนีทุกข์ของสรรพสิ่งทั้้งหลาย
Posted by Unknown
Posted on 5:24 PM
with No comments

การดิ้นรนแสวงหาความสุขและหลีกหนีความทุกข์ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีอยู่ 3 วิธี คือ
๑. การแสวงหาอารมณ์ที่เป็นสุขและหลีกหนีอารมณ์ที่เป็นทุกข์
เพราะคิดว่าอารมณ์เป็นเครื่องกำหนดให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถเลือกอารมณ์ได้ตามใจชอบ เพราะอารมณ์ที่มากระทบย่อมเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย คือหากกุศลวิบากให้ผลก็ได้ประสบกับอารมณ์ที่ดี หากอกุศลวิบากให้ผลก็ต้องประสบกับอารมณ์ที่ไม่ดี นอกจากนี้ อารมณ์ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง แม้จะได้รับอารมณ์ที่ดีและเป็นสุข ไม่นานอารมณ์ที่ดีและเป็นสุขนั้นก็ผ่านเลยไป จำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาความสุขและหลีกหนีความทุกข์ต่อไปอีก ดังนั้น วิธีการเลือกรับอารมณ์เพื่อให้เกิดความสุขและพ้นจากความทุกข์จึงไม่ได้ผล จริงตามที่คาดหวังไว้
๒. การรักษาจิตให้สงบสบายในทุกๆ สถานการณ์
เพราะคิดว่าถ้าจิตดีเสียแล้ว ก็สามารถเป็นสุขอยู่ได้แม้จะต้องกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดีก็ตาม และการควบคุมจิตก็ทำได้ง่ายกว่าการควบคุมอารมณ์ เนื่องจากอารมณ์มักจะมาจากสิ่งภายนอกซึ่งควบคุมได้ยาก ในขณะที่การควบคุมจิตเป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามจิตเป็นของไม่เที่ยงและเป็น อนัตตาคือบังคับไม่ได้จริง ดังนั้นแม้จะทำให้จิตสงบหรือมีความสุขก็ทำได้เพียงชั่วคราวด้วยอำนาจของการ เพ่ง เมื่อจิตเสื่อมจากการเพ่ง จิตก็กลับมาวุ่นวายและเป็นทุกข์ต่อไปได้อีก
๓. การหลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์
เป็นวิธีการรักษาจิตที่ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก เพราะคิดว่าถ้าจิตไม่ต้องรับรู้อารมณ์หยาบๆ เสียแล้ว จิตจะมีความสงบสุขโดยอัตโนมัติ ดีกว่าจะต้องคอยรักษาจิต ที่ต้องกระทบอารมณ์หยาบๆ อยู่ตลอดเวลา จึงเกิดความพยายามน้อมจิตไปสู่อรูปฌาน หรือแม้กระทั่งการดับความรับรู้ด้วยการเข้าจตุตถฌาน (ตามนัยของพระสูตร) หรือปัญจมฌาน (ตามนัยของพระอภิธรรม) แล้วน้อมจิตไปสู่อสัญญสัตตาภูมิหรือพรหมลูกฟัก อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดกำลังเพ่ง จิตก็ถอนออกมารู้อารมณ์ตามปกติต่อไปอีก
คนและสัตว์ทั้งหลายพยายามดิ้นรนหาความสุขและหลีกหนีความทุกข์ด้วยวิธีการ ต่างๆ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นจากความทุกข์ได้จริง เพราะความทุกข์เป็นสิ่งที่แนบประจำอยู่กับขันธ์คือร่างกาย และจิตใจนี้ เอง มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงค้นพบทางรอดอันเป็นทางเอก คือทางสายเดียวที่จะพาผู้ดำเนินตามให้พ้นจากทุกข์ได้จริง ทางเอกนี้คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง
การเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นการหันมาเผชิญหน้าและเรียนรู้ความจริง ของทุกข์ เมื่อทุกข์อยู่ที่กายก็มีสติระลึกรู้กายตามความเป็นจริง เมื่อทุกข์อยู่ จิตก็มีสติตามรู้จิตตามความเป็นจริง จนในที่สุดก็สามารถเข้าถึงความจริงสูงสุดคืออริยสัจจ์ข้อแรกได้ คือการรู้ทุกข์ ได้แก่การรู้ความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ผู้ที่รู้ความจริงนี้เรียกว่าพระโสดาบัน เป็นผู้ละความเห็นผิดว่ากายกับใจคือตัวเรา เมื่อตามรู้กายและตามรู้ใจต่อไปอีก ถึงจุดหนึ่งจิตจะวางความยึดถือกายและใจลงได้อย่างสิ้นเชิง และไม่หยิบฉวยเอากายและใจขึ้นมาถือไว้ให้เป็นภาระกดถ่วงจิตใจอีกต่อไป
เมื่อไม่ยึดถือกายและใจแล้ว ความดิ้นรนทะยานอยากของจิตที่จะให้กาย และใจมีความสุขและพ้นจากความทุกข์ ทั้งด้วยการแสวงหา อารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ การทำความสงบจิต และการหลีกหนีการรับรู้อารมณ์หยาบๆ ก็จะหมดสิ้นไป การรู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้งจึงเป็นเครื่องทำลายสมุทัยหรือตัณหาให้ดับสนิทลง โดยอัตโนมัติ
เมื่อปราศจากตัณหา จิตก็ได้ประจักษ์แจ้งถึงนิโรธหรือนิพพานอันเป็นสภาวธรรมซึ่งสงบสันติ ปราศจากทุกข์และกิเลสตัณหาทั้งปวง
การรู้ทุกข์จนสมุทัยถูกละไปเองและนิโรธปรากฏให้ประจักษ์โดยไม่ต้อง แสวงหานั้น คือมรรคหรือทางเอกนั่นเอง พวกเราควรเจริญมรรคให้มาก คือ หมั่นตามรู้กายตามรู้ใจอย่างถูกวิธีเนืองๆ แล้วจะพบความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสาวกด้วยตนเอง
วิธีฝึกรักษาศีล ๕ โดย หลวงพ่อทัตตชีโว
Posted by Unknown
Posted on 5:23 PM
with No comments

พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) ได้สอนวิธีการฝึกรักษาศีลห้า ให้ได้ตลอดทั้งวันดังนี้
เริ่มต้นที่จะรักษาศีลห้าให้ได้ ก็ต้องตัดสินใจเลิกอบายมุขทั้งหมดก่อน อบายมุขมีอะไรบ้าง?
๑. ดื่มน้ำเมา
๒. เที่ยวกลางคืน
๓. เที่ยวดูการละเล่น
๔. เล่นการพนัน
๕. คบคนชั่วเป็นมิตร
๖. เกียจคร้านในการทำงาน
ทั้ง ๖ ประการนี้ คืออบายมุข เป็นเหตุแห่งความเสื่อมและความฉิบหาย ใน ๖ ประการนี้ การคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นข้อที่อันตรายมากที่สุดเพราะนำความฉิบหายมาให้มากที่สุด ตอนนั้นถึงแม้ว่าจะเลิกอบายมุขได้เด็ดขาดแล้ว แต่ว่าศีลห้ายังกะพร่องกะแพร่งอยู่ ก็พยายามที่จะรักษาศีลห้าให้ได้ พยายามอยู่หลายวิธี ในที่สุดก็หาวิธีเฉพาะของตัวเองได้
ถ้าใครยังหาวิธีเริ่มต้นในการรักษาศีลไม่ได้ ก็ลองนำวิธีของหลวงพ่อไปใช้ดูก็ได้นะ คืออย่างนี้ ตามธรรมดาคนไทยที่เป็นชาวพุทธ ส่วนมากก็จะมีพระเครื่องห้อยคอกันอยู่แล้ว มีกันคนละองค์บ้าง คนละพวงบ้าง หรืออย่างน้อย ถ้าไม่มีพระห้อยคอ ก็ต้องมีพระพุทธรูปอยู่ที่บ้าน หลวงพ่อมีพระเครื่องห้อยคออยู่องค์หนึ่ง เมื่อตั้งใจจะรักษาศีลห้าให้ได้ ก็ทำง่ายๆ คือ
ทุกเช้าก่อนจะออกจากบ้าน ก็อาราธนาพระใส่มือไว้ แล้วตั้งนะโม ๓ จบ "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" พอครบ ๓ จบ แล้วก็สัญญากับหลวงพ่อที่อยู่ในมือว่า ปา ณาติปาตา เวรมณี วันนี้หัวเด็ดตีนขาด ไม่ฆ่าสัตว์ (แต่พรุ่งนี้ยังไม่รู้นะ) อทินนา ทานา เวรมณี วันนี้หัวเด็ดตีนขาด ไม่โขมย ไม่โกงใครทั้งนั้น กาเมสุมิจฉา จารา เวรมณี วันนี้ไม่เจ้าชู้เด็ดขาด มุสาวาทา เวรมณี วันนี้ถ้าพูดต้องจริง ถ้าไม่จริงไม่พูด ใครจะเอามีดมาจ่อคอ ก็ไม่พูดโกหก สุราเมระยะ มัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี วันนี้ไม่ว่าเหล้า ไม่ว่าเบียร์ จะไม่ดื่ม แม้แต่หยดเดียว จะตายก็ให้ตายไปเลย
ทำเช่นนี้ทุกๆวัน แล้วก็ทำได้สำเร็จตลอดวัน ทำติดต่อกันไปได้ประมาณ ๒-๓ เดือนก็เคยชิน ศีลก็อยู่มั่นคง ในที่สุดก็เลยได้มาบวชนี่แหละ ใครยังหาวิธีอื่นไม่ได้ ลองใช้วิธีนี้ดูนะ ขลังทีเดียว ถ้าทำสำเร็จ หลวงพ่อจะอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง
กรรมของการเกิด เป็นพ่อแม่และลูกกัน
Posted by Unknown
Posted on 5:22 PM
with No comments
ในพระสูตรกล่าวว่า คนที่เกิดมาในโลกนี้ยังไม่เคยเป็นพ่อ เป็นแม่
ไม่เคยเป็นญาติกันเลยไม่มี ต้องเกี่ยวข้องและโยงใย
กันมาตั้งแต่อดีตชาติสลับกันไป บางครั้งแม่เกิดเป็นลูก
บางครั้งลูกเกิดเป็นแม่อย่างนี้เรื่อยไป
และไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นลูกคนนี้ หรือเกิดเป็นแม่คนนี้เสมอไป
อาจเปลี่ยนและสลับกันไปได้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต
ชาติหนึ่งก็เคยเกิดเป็นพ่อลูกกัน โดยในชาติหนึ่งพระเทวทัต
เกิดเป็นกษัตริย์ พระพุทธเจ้าเกิดเป็นธรรมปาลกุมาร โอรสของท่าน
แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า คู่นี้เกิดมาในชาติไหน
มักจะเป็นคู่เวรล้างผลาญกันทุกชาติ
แต่พระพุทธเจ้าจะเป็นผู้ถูกกระทำทุกชาติ
ในชาดกนี้มีเรื่องนิดเดียวว่า
พระเจ้าแผ่นดินมีพระมเหสียังสาวอยู่
วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงคิดถึงพระมเหสีอยากทรงร่วมภิรมย์ด้วย
ก็เสด็จเข้าไปหาถึงห้องบรรทม
ฝ่ายพระมเหสีทรงมีพระโอรสเล็กๆอยู่ อายุ 7 เดือนหรือ1ปีก็ไม่แน่ใจ
ขณะที่พระราชาเสด็จเข้ามา พระนางก็ไม่ได้สนใจ
มัวหยอกล้อพระโอรสเพลินอยู่...พระราชาไม่พอพระทัยมาก
คิดว่าพระมเหสีเอาใจพระโอรสมากกว่าพระองค์
จึงมีรับสั่งให้นำพระโอรสไปประหารเสีย
หากเราพิจารณาจะเห็นว่า เด็กไม่มีความผิดอะไรเลย
ยังไร้เดียงสานอนแบเบาะอยู่เลย จะไปทำกรรมอะไรได้
แต่เรื่องนี้มันมีการจองเวรกันมาตั้งแต่อดีตชาติ
คือ ทั้งคู่ฆ่ากันมาเรื่อยๆ
แต่ว่ามันแปลกตรงที่พระเทวทัตฆ่าฝ่ายเดียว
พระพุทธเจ้าไม่เคยฆ่าเลย และการฆ่ากันในชาตินี้
ของพระราชาก็ฆ่าได้ทารุณมาก
มีรับสั่งให้นำพระโอรสไปตัดที่แขน ตัดทีละส่วน
แม้พระมเหสีจะกราบทูลขอร้องอย่างไร ก็ไม่เป็นผล
และเมื่อตัดอวัยวะหมดสิ้นแล้ว สุดท้ายให้ตั้งหลาวขึ้น
แล้วโยนพระโอรสขึ้นไปข้างบนให้หลาวเสียบ
ดูแล้วโหดร้ายทารุณมากไม่น่าเป็นไปได้
แต่คนมีเวรแก่กันนั้นสามารถทำได้ ในท้ายที่สุด
ในชาตินั้นแหละ พระเทวทัตก็ถูกแผ่นดินสูบ
แล้วพระมเหสีก็หัวใจสลายสิ้นพระชนม์ เพราะสงสารลูก
ไม่เคยเป็นญาติกันเลยไม่มี ต้องเกี่ยวข้องและโยงใย
กันมาตั้งแต่อดีตชาติสลับกันไป บางครั้งแม่เกิดเป็นลูก
บางครั้งลูกเกิดเป็นแม่อย่างนี้เรื่อยไป
และไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นลูกคนนี้ หรือเกิดเป็นแม่คนนี้เสมอไป
อาจเปลี่ยนและสลับกันไปได้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต
ชาติหนึ่งก็เคยเกิดเป็นพ่อลูกกัน โดยในชาติหนึ่งพระเทวทัต
เกิดเป็นกษัตริย์ พระพุทธเจ้าเกิดเป็นธรรมปาลกุมาร โอรสของท่าน
แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า คู่นี้เกิดมาในชาติไหน
มักจะเป็นคู่เวรล้างผลาญกันทุกชาติ
แต่พระพุทธเจ้าจะเป็นผู้ถูกกระทำทุกชาติ
ในชาดกนี้มีเรื่องนิดเดียวว่า
พระเจ้าแผ่นดินมีพระมเหสียังสาวอยู่
วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงคิดถึงพระมเหสีอยากทรงร่วมภิรมย์ด้วย
ก็เสด็จเข้าไปหาถึงห้องบรรทม
ฝ่ายพระมเหสีทรงมีพระโอรสเล็กๆอยู่ อายุ 7 เดือนหรือ1ปีก็ไม่แน่ใจ
ขณะที่พระราชาเสด็จเข้ามา พระนางก็ไม่ได้สนใจ
มัวหยอกล้อพระโอรสเพลินอยู่...พระราชาไม่พอพระทัยมาก
คิดว่าพระมเหสีเอาใจพระโอรสมากกว่าพระองค์
จึงมีรับสั่งให้นำพระโอรสไปประหารเสีย
หากเราพิจารณาจะเห็นว่า เด็กไม่มีความผิดอะไรเลย
ยังไร้เดียงสานอนแบเบาะอยู่เลย จะไปทำกรรมอะไรได้
แต่เรื่องนี้มันมีการจองเวรกันมาตั้งแต่อดีตชาติ
คือ ทั้งคู่ฆ่ากันมาเรื่อยๆ
แต่ว่ามันแปลกตรงที่พระเทวทัตฆ่าฝ่ายเดียว
พระพุทธเจ้าไม่เคยฆ่าเลย และการฆ่ากันในชาตินี้
ของพระราชาก็ฆ่าได้ทารุณมาก
มีรับสั่งให้นำพระโอรสไปตัดที่แขน ตัดทีละส่วน
แม้พระมเหสีจะกราบทูลขอร้องอย่างไร ก็ไม่เป็นผล
และเมื่อตัดอวัยวะหมดสิ้นแล้ว สุดท้ายให้ตั้งหลาวขึ้น
แล้วโยนพระโอรสขึ้นไปข้างบนให้หลาวเสียบ
ดูแล้วโหดร้ายทารุณมากไม่น่าเป็นไปได้
แต่คนมีเวรแก่กันนั้นสามารถทำได้ ในท้ายที่สุด
ในชาตินั้นแหละ พระเทวทัตก็ถูกแผ่นดินสูบ
แล้วพระมเหสีก็หัวใจสลายสิ้นพระชนม์ เพราะสงสารลูก
หยุดชั่ว มันก็ดี (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
Posted by Unknown
Posted on 5:20 PM
with No comments
คนเราบางคน บางทีก็อยากจะเอาบุญ เช่น
ผ้ายังสกปรกอยู่ ยังไม่ได้ทำความสะอาด
แต่อยากจะย้อมสีซะแล้ว
ลองเอาผ้าเช็คเท้าที่ยังไม่ได้ฟอกไปย้อมสีดูซิ
มันจะสวยไหม
การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด
บางคนบางคราว
โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจกได้
แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุดเป็นโจรนั่นนะ มันยากที่สุด
การจะละความชั่วไม่กระทำผิดมันยาก
การทำบุญ โจรมันมันก็ทำได้มันเป็นปลายเหตุมัน
การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเป็นต้นเหตุ
ผ้ายังสกปรกอยู่ ยังไม่ได้ทำความสะอาด
แต่อยากจะย้อมสีซะแล้ว
ลองเอาผ้าเช็คเท้าที่ยังไม่ได้ฟอกไปย้อมสีดูซิ
มันจะสวยไหม
การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด
บางคนบางคราว
โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจกได้
แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุดเป็นโจรนั่นนะ มันยากที่สุด
การจะละความชั่วไม่กระทำผิดมันยาก
การทำบุญ โจรมันมันก็ทำได้มันเป็นปลายเหตุมัน
การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเป็นต้นเหตุ
วันวิสาขบูชา
Posted by Unknown
Posted on 5:19 PM
with No comments
วันวิสาขบูชา
เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนาสำหรับชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก
ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ
และวันสำคัญในระดับนานาชาติตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3
เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธโคดม
โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า
เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และเรียกการบูชาในวันนี้ว่า
"วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า
"การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย
ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย
และมักตรงกับเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย
โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7
แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท
และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6
แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม
ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3
นั้นเกิดในวันต่างกันไป
จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน
ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท
วันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้ง โลก (ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา) และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น "วันสำคัญสากล" (International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 54/112 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542
ปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ "ประสูติ" ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย "พระบริสุทธิคุณ", "พระปัญญาคุณ" ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลก แก่ชนทั้งปวงโดย "พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน" ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน 6 นี้ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน
ความสำคัญ
วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (เดือน 6) ตรงกันทั้ง 3 คราว คือ
- เช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวันระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ
- เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
- หลังจากตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกประกาศพระธรรมวินัยและโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปี เมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ก็ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย)
วันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้ง โลก (ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา) และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น "วันสำคัญสากล" (International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 54/112 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542
ปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ "ประสูติ" ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย "พระบริสุทธิคุณ", "พระปัญญาคุณ" ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลก แก่ชนทั้งปวงโดย "พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน" ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน 6 นี้ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน
ความสำคัญ
วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (เดือน 6) ตรงกันทั้ง 3 คราว คือ
- เช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวันระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ
- เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
- หลังจากตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกประกาศพระธรรมวินัยและโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปี เมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ก็ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย)



